ปราสาทนาโกย่า Nagoya Castle
ปราสาทนาโกย่า Nagoya Castle
Nagoya Castle นั้นตั้งอยู่ในเมืองนาโกย่า ในจังหวัดไอจิ เป็นหนึ่งในปราสาทที่มีความสวยงามเป็นอย่างยิ่ง สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1612 โดย โทกุกาวะ อิเอยาสึ เพื่อเป็นฐานบัญชาการในการปกครองดินเเดนโอวาริของเขา ใช้เวลาในก่อสร้างนานถึง 2 ปีด้วยดันตั้งเเต่ปี ค.ศ.1610 จนถึงปี ค.ศ.1612 โดยเมื่ออิเอยาสึ ลงจากตำเเหน่งโชกุนเเล้ว เขามาพำนักที่นี่เเละใช้เป็นฐานในการบัญชาการเพื่อกวาดล้างตระกูลโทโยโทมิขั้นสุดท้าย จนกลายเป็นซึกใหญ่ที่ปราสาทโอซาก้าในเวลาต่อมา เเละหลังจากที่เขาได้เสียชีวิตลงเเล้ว โทกุกาวะ โอวาริ บุตรคนที่ 9 ก็ได้ปกครองปราสาทเเห่งนี้ต่อไป เเละมันถูกครอบครองโดยตระกุลโทกุกาวะ จนถึงปีที่ยุคเอโดะสิ้นสุดลง เเละเป็นอีกหนึ่งในปราสาทที่่โดนโจมตีอย่างหนักในช่วงสงครามโบชินอีกด้วย เเละได้รับความเสียหายเป็นอย่างมากจนได้รับการบูรณะในเวลาต่อมา
โครงสร้างของ ปราสาทนาโกย่า นั้นมีคูน้ำสองด้านด้วยกัน เเละมีขนาดของปราสาทที่ใหญ่โต ส่วนเเนวกำเเพงหินก็มีขนาดที่สูงชันเป็นอย่างยิ่ง พร้อมด้วยป้องปราการใหญ่น้อยจำนวนมากมายหลายป้อม เเละมีประตูใหญ่ที่มีความน่าเกรงขามพร้อมทางเดินเข้าปราสาทที่มีความคดเคี้ยวเป็นอย่างมาก เเละหอคอยกลางนั้นมีขนาด 5 ชั้นด้วยกัน พร้อมด้วยความโดดเด่นของชาชิโฮคุ ซึ่งประดับอยู่บนยอกหลังคาของปราสาท โดยเป็นลักษณะของปลาคาร์ฟทองคำ ที่มีหัวเป็นสิงโตประดับอยู่ ซึ่งมีขนาดถึง 2.7 เมตร เเละมีน้ำหนักถึง 90 กิโลกรัม ชุปด้วยทองคำ 18K ถือว่าเป็นชาชิโฮคุ ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นอีกด้วย โดยเป็นสัญลักษณ์ที่เเสดงถึงความมั่งคั่งของตระกูลโทกุกาวะ
สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวยัง Nagoya Castle หรือปราสาทปลาคาร์ฟ สามารถเดินเข้ามาเที่ยวชมความสวยงามของตัวปราสาทที่มีความสมบูรณ์เป็นอย่างยิ่ง โดยทุกชั้นของหอคอยกลางนั้นจะจัดเเสดงข้างของเหมือนเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีความสวยงามเเละน่าทึ่งเป็นอย่างยิ่ง โดยมีจุดเด่นที่น่าสนใจคือในส่วนของห้องที่แสดงภาพเขียนบนฉากหลัง เเละชั้นบนสุดนั้นนักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของเมืองนาโกย่าได้อย่างชัดเจนเเบบ 360 องศาอีกด้วย โดยบริเวณโดยรอบของตัวปราสาทนั้นจะมีต้นซากุระปลูกเอาไว้มากกว่า 1,600 ต้นทำให้ในช่วงฤดูใบไม้ผลินั้นจะเต็มไปด้วยดอกซากุระบานสีชมพู สวยงามเป็นอย่างยิ่ง โดยปราสาทเเห่งนี้มีการปรับปรุงขนานใหญ่อีกครั้งในปี ค.ศ.2018 จนถึงปี ค.ศ.2022 โดยใช้เวลาในการก่อสร้างเปลี่ยนวัสดุจากคอนกรีตไปเป็นไม้เพื่อป้องกันเมื่อเกิดเเผ่นดินไหว
การเดินทางมาเที่ยวชมความสวยงามของ ปราสาทนาโกย่า นั้นสามารถใช้บริการของรถ ไฟใต้ดินสาย Meijo Line โดยมาลงที่สถานี Shiyakusho เเล้วเดินต่อไปเพียงเเค่ 2 นาทีก็จะถึงเเล้ว นอกจากนี้เเล้วหากมาลงรถไฟที่สถานีรถไฟนาโกย่า ก็สามารถใช้บริการของรถบัสที่ป้ายหน้าสถานี โดยให้ขึ้นรถบัสสาย Meguru tourist loop bus ใช้เวลาเดินทางประมาณ 25 นาทีรถจะมาจอดที่ป้ายหน้าประตูทางเข้าปราสาทเลย
อ้างอิงรูปภาพ
http://jcastle.info
ปราสาทนากาชิโน่ Nagashino Castle
ปราสาทนากาชิโน่ Nagashino Castle
Nagashino Castle นั้นตั้งอยู่ที่เมืองชินชิโร่ ในจังหวัดไอจิ เป็นอีกปราสาทที่มีความเก่าเเก่เเละมีเหตุการณ์สำคัญมากมายเกิดขึ้นที่นี่ โดยมันถูกสร้างขึ้นมาตั้งเเต่ปี ค.ศ.1508 โดย ซุกามูระ โมโตนาริ บนพื้นที่ซึ่งเเม่น้ำสองสายอย่างเเม่น้ำอุระ เเละเเม่น้ำคันซะ มาบรรจบกัน จึงทำให้เเนวเเม่น้ำกลายเป็นคูน้ำธรรมชาติที่มีความเเข็งเเกร่งเเละป้องกันปราสาทได้เป็นอย่างดี เเต่เเล้วก็ถูกบุกโจมติจากกองทัพตระกูลทาเคดะ เเละเปลี่ยนผู้ครอบครองปราสาทไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะกองกำลังพันธมิตรระหว่างโทกุกาวะเเละโอดะจะเข้าบุกตระกุลทาเคดะจนล่มสลายไป โดยปราสาทเเห่งนี้ถือว่าเป็นป้อมปราการที่สำคัญของโทกุกาวะในศึกครั้งนั้นเเละทำหน้าที่ในการตัดกำลังของกองทัพตระกูลทาเคดะได้เป็นอย่างดี เเต่หลังจากยุคโอดะเเล้ว ปราสาทเเห่งนี้ก็พังทลายลง เหลือเพียงเเค่เศษซากของปราสาทในปัจจุบันเท่านั้นเอง
ปราสาทนากาชิโน่ นั้นเป็นอีกหนึ่งในปราสาทที่มีทำเลที่ตั้งดีเลิศเป็นอย่างยิ่งเลยก็ว่าได้ โดยมีเเนวกำเเพงของปราสาทที่ล้อมรอบอยู่ทั้ง 4 ด้าน เเต่ปัจจุบันนั้นจะเหลือเพียงเเค่ฐานเท่านั้นเอง ในขณะที่ฐานรากของหอคอยกลางก็นับว่ามีขนาดที่ใหญ่เป็นอย่างยิ่ง เเต่น่าเสียดายที่ปัจจุบันนั้นยังไม่มีการปรับเเต่งตัวปราสาทให้มีความสวยงาม
การเดินทางมาเที่ยวที่ ปราสาทนากาชิโน่ นั้นสามารถใช้บริการของรถไฟสาย Iida line โดยให้มาลงที่สถานีรถไฟนากาชิโน่ หลังจากนั้นก็เดินต่อไปอีกประมาณ 8 นาทีก็จะถึงทางเข้าตัวปราสาทเเล้ว
อ้างอิงรูปภาพ
http://jcastle.info
ปราสาทนากากุสุ Nakagusuku Castle
ปราสาทนากากุสุ Nakagusuku Castle
Nakagusuku Castle ตั้งอยู่ที่เมืองนาฮา ในจังหวัดโอกินาว่า ทางใต้สุดของญี่ปุ่น เป็นอีกปราสาทที่มีความเก่าเเก่เป็นอย่างยิ่ง สร้างขึ้นประมาณศตวรรษที่ 13 โดย ซากินากากุสุ อิจิ ซึ่งตรงกับช่วงที่โอกินาว่ายังอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักริวกิว โดยสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการป้องกันข้าศึกที่มาจากทางทะเลเป็นหลัก เเละมีการพัฒนาปราสาทเรื่อยมาอย่างต่อเนื่อง มันเป็นปราสาทที่ผ่านสงครามมากอย่างมากมายหลายต่อหลายครั้งเเต่ก็ตั้งตระหง่านจนเรือดำของพลเรือจัตวา เพอร์รี่ ผ่านมาเเละบันทึกเอาไว้ถึงความเเข็งเเกร่งของปราสาทเเห่งนี้ในปลายสมัยเอโดะ ก่อนที่จะเข้าสู่ยุคปฏิรูปเมจิเเล้ว ปราสาทเเห่งนี้จะโดนรื้อถอนลงตามกฎหมายอีกด้วย เเละได้รับการฟื้นฟูให้มีสภาพที่สวยงามเเต่อาจจะไม่เหมือนดังเดิมเมื่อครั้งที่มันยิ่งใหญ่
ปราสาทนากากุสุ นั้นมีโครงสร้างของปราสาทในเเบบปราสาทญี่ปุ่นช่วงศตวรรษที่ 15 โดยมีฐานรากทั้งในส่วนของกำเเพงเเละฐานของหอคอยเป็นก้อนหินขนาดใหญ่ที่กาได้ในพื้นที่โอกินาว่า มีขนาดที่กว้างขวางพอสมควร เเละมีเเนวกำเเพงเเละห้องปราการที่ได้เชื่อมาหนาเเน่นที่สุดอีกเเห่งของญี่ปุ่น เเละกลับการที่หันหน้าออกสู่ทะเลก็ทำให้สามารถควบคุมเส้นทางในการเดินเรือได้เป็นอย่าดี นับว่าเป็นอีกหนึ่งในโครงสร้างซึ่งได้มาจากการออกเเบบที่ยอดเยี่ยมเป็นอย่างมาก มันเป็นปราสาทที่มีทิวทัศน์ที่สวยงามอย่างมาก เเละเป็นหนึ่งในสมบัติของชาติเลยก็ว่าได้
นักท่องเที่ยวที่มาชมความสวยงามของ Nakagusuku Castle นอกจากการชมความงดงามของตัวปราสาทที่มีความเเข็งเเกร่งเเละน่าสนใจตั้งเเต่เเนวทางเดินขึ้นมาเเละเเนวกำเเพงรอบๆ ทั้งหมดเเล้ว วิวทิวทัศน์ของท้องทะเลจากบนฐานปราสาทก็สร้างความพึงพอใจให้กับบรรดานักท่องเที่ยวที่ได้มาสัมผัสปราสาทเเห่งนี้เป็นอย่างยิ่ง โดยสามารถมองไปเห็นบริเวณอ่าวนากากุสุได้ชัดเจน โดยปราสาทเเห่งนี้เปิดให้เข้าชมทุกวันในเวลา 8.30 น. จนถึงเวลา 17.00 น. โดยเสียค่าเข้าชมคนละ 400 เยน
ส่วนการเดินทางมาเที่ยวชมความสวยงามของ ปราสาทนากากุสุ นั้นสามารถใช้บริการของรถบัสประจำทางจากป้ายหน้าสถานีรถไฟนาฮา โดยให้มาลงที่ป้าย Nakagusuku Shogakko-mae จากนั้นก็เดินไปยังปราสาทอีกประมาณ 30 นาทีก็จะถึงเเล้ว
อ้างอิงรูปภาพ
http://jcastle.info
ปราสาทโคฟุ Kofu Castle
ปราสาทโคฟุ Kofu Castle
Kofu Castle ตั้งอยู่ที่เมืองโคฟุ ในจังหวัดยามานาชิ ไม่ไกลจากกรุงโตเกียวมากนัก สร้างมาตั้งเเต่ปี ค.ศ.1583 โดยโทกุกาวะ อิเอยาสึ ซึ่งเขาสร้างปราสาทหลังนี้หลังจากที่พ่ายเเพ้ศึกต่อ ทาเคดะ คัตสึโยริ นับว่าเป็นปราสาทที่ตั้งอยู่ใกล้กับปราสาทเอโดะมากที่สุด จวบจนเข้าสู่ยุคเอโดะ ปราสาทเเห่งนี้เป็นที่พำนักของ ยานากิซะว่า โยชิยาสุ ซึ่งถือว่าเป็นไดเมียวที่อยู่ใกล้กับปราสาทเอโดะมากที่สุก เเละมีการผลัดเปลี่ยนผู้ครอบครองปราสาทตลอดการปกครองโดยตระกูลโทกุกาวะกว่า 200 คนเลยทีเดียว เเละเนื่องจากเป็นปราสาทขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้โตเกียวมากที่สุดทำให้ในช่วงปฏิรูปเมจิ ปราสาทเเห่งนี้ก็ต้องถูกรื้อถอนลงในปี ค.ศ.1724 จนปัจจุบันก็เหลือเพียงเเค่ซากของปราสาทเท่านั้นเอง
ปัจจุบันนั้น ปราสาทโคฟุ เหลือเพียงเเค่ซากของปราสาทเท่านั้น โดยมีเเนวกำเเพงหินขนาดใหญ่เป็นอย่างยิ่ง เเละมีฐานปราสาทที่มีขนาดใหญ่เป็นอย่างมาก เเละสามารถมองเห็นได้เเต่ไกลจากทุกทิศทางของเมืองโคฟุ นับว่าเป็นอีกหนึ่งในจุดท่องเที่ยวไฮไลท์ของเมืองเเห่งนี้เลยก็ว่าได้ โดยคูน้ำขนาดใหญ่ของปราสาทเเห่งนี้มีความโดดเด่นเเละสวยงามเป็นอย่างยิ่ง พร้อมกับมีสะพานหินขนาดใหญ่ที่โดดเด่นเป็นอย่างยิ่ง
ส่วนการเดินทางมาเที่ยวชมความสวยงามของ ปราสาทโคฟุ นั้นสามารถใช้บริการของรถไฟสาย Chuo Line โดยมาลงที่สถานีรถไฟโคฟุ หลังจากนั้นก็ให้เดินต่อประมาณ 3 นาทีก็จะถึงทางเข้าของปราสาทเเห่งนี้เเล้ว นับว่าเป็นอีกปราสาทที่น่ามาเที่ยวชมอย่างมาก
อ้างอิงรูปภาพ
http://jcastle.info
ปราสาทคุโมโร Komoro Castle
ปราสาทคุโมโร Komoro Castle
Komoro Castle นั้นตั้งอยู่ที่เมืองคุโมโร ในจังหวัดนากาโน่ ถือว่าเป็นปราสาทขนาดเล็กที่น่าสนใจเเละอยู่ใน 100 อันดับของปราสาทญี่ปุ่นที่สวยงามเเละน่ามาเที่ยวชมเป็นอย่างยิ่ง สร้างมาตั้งเเต่ปี ค.ศ.1554 โดยทาเคดะ ชินเก็น ที่ก่อสร้างปราสาทเเห่งนี้ขึ้นมาระหว่างสองปราสาทหลังที่มีอยู่เดิมทั้ง ปราสาทโอโทเมะ เเละปราสาทนาเบบุตะ เพื่อเป็นการปกครองพื้นที่ทางตะวันออกของชินชู ในปี ค.ศ.1590 เซนโกคุ ฮิเดฮิสะ ได้ครอบครองปราสาทเเห่งนี้เเละเริ่มต่อเติมปราสาทจนกระทั่งถึงสมัย เซนโกคุ ทาดามาสะ ลูกชายของเขา ปราสาทเเห่งนี้ตั้งตระหง่านอยู่ได้ตลอดช่วงสมัยเอโดะ เเละถูกทำลายลงช่วงสงครามโบชิน ก่อนที่จะไดรับการบูรณะขึ้นมาใหม่ในส่วนของประตูใหญ่ Otemon เท่านั้น
ปัจจุบันนั้น ปราสาทคุโมโร มีการปรับปรุงเเละเริ่มบูรณะขึ้นมาหลายจุดด้วยกัน เเต่ที่นักท่องเที่ยวจะได้ชมความยิ่งใหญ่ของปราสาทเเห่งนี้ก็คือในจุดของประตูใหญ่ Otemon ที่มีขนาดสองชั้น สร้างขึ้นมาใหม่ในรูปเเบบเดิมที่เเสนจะสวยงามเป็นอย่างยิ่ง เเละมีรูปเเบบของงานสถาปัตยกรรมเเบบเอโดะที่งดงามเป็นอย่างยิ่ง ส่วนทางด้านของเเนวกำเเพงนั้นก็มีความสวยงามเเละสมบูรณ์เป็นอย่างยิ่ง โดยเเทรกด้วยบรรดาพืชพรรณ ทำให้กลายเป็นอีกหนึ่งในมนต์เสน่ห์ที่น่าสนใจ
การเดินทางมาเที่ยวที่ ปราสาทคุโมโร นั้นสามารถใช้บริการของรถไฟสาย Koumi Line หรือจะเป็นสาย Shinano Testudou ก็ได้ โดยให้มาลงที่สถานีรถไฟคุโมโร จากนั้นเเล้วก็เดินต่อไปอีกประมาณ 5 นาทีก็จะถึงทางเข้าปราสาทเเล้ว
อ้างอิงรูปภาพ
http://jcastle.info
ปราสาทคุมาโมโตะ Kumamoto Castle
ปราสาทคุมาโมโตะ
ประเทศอย่างญี่ปุ่นนั้บว่ามีความสำคัญเเละเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ที่มาเยือนดินเเดนเเห่งนี้ โดยหนึ่งในสิ่งที่สร้างความประทับใจได้เป็นอย่างดีก็คือ ปราสาทญี่ปุ่น ที่มีความสวยงามเเละเต็มไปด้วยความงดงามของสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นที่มีความลงตัวเป็นอย่างยิ่ง โดยมีปราสาทหลายเเห่งที่กลายเป็นเเหล่งท่องเที่ยวมีชื่อเสียงของประเทศ โดยหนึ่งในนั้นก็คือ ปราสาทคุมาโมโตะ ที่เเสนจะสวยงามเเละมีความเก่าเเก่น่ามาเที่ยวชมเป็นอย่างมาก
Kumamoto Castle ตั้งอยู่ที่เมืองคุมาโมโตะ จังหวัดคุมาโมโตะ ซึ่งอยู่บนเกาะคิวชู เป็นอีกปราสาทที่มีความสวยงามเเละเต็มไปด้วยเรื่องราวเล่าขานมากมาย ถูกสร้างขึ้นมาในปี ค.ศ.1607 โดย คาโต้ คิโยมาสะ ซึ่งได้ดินเเดนปกครองในเเถบนี้หลังจากที่เสร็จสิ้นการศึกที่เซกิงาฮาระ โดยถือว่าปราสาทเเหงนี้ตั้งอยู่บนชัยภูมิที่ดีเป็นอย่างมาก เเละเป็นป้อมปราการที่มีความเเข็งเเกร่งมากอีกเเห่งในญี่ปุ่น โดยตระกูลคาโต้ ครอบครองปราสาทหลังนี้ได้เพียงเเค่ 2 รุ่นเท่านั้น ก็มีเจ้าของคนใหม่คือ โฮโซกาวะ ทาดาโทชิ ในช่วงปี ค.ศ.1632 เเละตระกูลโฮโซกาวะ ก็ปกครองปราสาทเเห่งนี้ยาวนานกว่า 240 ปี จนมาถึงช่วงสมัยเมจิ ปราสาทเเห่งนี้ถูกเผาทำลายในช่วงของสงครามซัสสุมะ ที่เป็นการปิดดำนานยุคสมัยของซามูไรลงอย่างสิ้นเชิง เเต่ก็ยังมีบางส่วนของปราสาทที่ไม่ได้ถูกทำลายลงในครั้งนั้น
สำหรับ ปราสาทคุมาโมโตะ นั้นเป็น1 ใน 3 ของปราสาทญี่ปุ่นที่มีความงดงามมากที่สุดของญี่ปุ่น เเละได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่ในปี ค.ศ.1977 โดยมีการสร้างจนกลายเป็นปราสาทที่มีความงดงามเป็นอย่างยิ่ง โดยมีการเเบ่งปราสาทออกเป็น 3 ส่วน เเละในส่วนของหอคอยปราสาทนั้นมีความสูงกว่า 6 ชั้นด้วยกัน พร้อมกับเเนวกำเเพงหินขนาดใหญ่ที่มีความสวยงามเเละสมบูรณ์เเบบ อีกทั้งบรรดาป้อมปราการก็มีความสวยงามตามเเบบงานสถาปัตยกรรมในสมัยเอโดะได้เป็นอย่างดี ถือว่าเป็นอีกหนึ่งในปราสาทที่มีโครงสร้างใหญ่เเละน่าสนใจ น่ามาเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง
การมาเที่ยวที่ Kumamoto Castle นั้นนักท่องเที่ยวจะได้พบงานทางด้ายสถาปัตยกรรมที่มีความสวยงามเเละยิ่งใหญ่เป็นอย่างยิ่ง โดยมีการก่อสร้างในเเบบใช้สลักเป็นหลัก โดยมีความโดดเด่นด้วยสองหอคอยคู่ที่มีความสูงกว่า 30 เมตรเเละ 16 เมตรตามลำดับ โดยเเต่ละชั้นของส่วนหอคอยจะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดเเสดงเรื่องราวเกี่ยวกับปราสาทเเห่งนี้ ส่วนเมื่อขึ้นมาถึงชั้นบนเเล้วน่ะสามารถชมความสวยงามของทิวทัศน์รอบเมืองคุมาโมโตะ ได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว โดยบรรยากาศโดยรอบนั้นก็นับว่าสวยงามเเละน่ามาเที่ยวชมเป็นอย่างยิ่ง
ส่วนการเดินทางมาเที่ยวที่ ปราสาทคุมาโมโตะ นั้นสามารถใช้บริการของรถไฟสาย Kagoshima Line โดยให้มาลงที่สถานีรถไฟคุมาโมโตะ จากนั้นก็ให้ใช้บริการของรถบัสสาย city bus จาป้ายหน้าสถานีไปลงยังทางเข้าของปราสาทเเห่งนี้
ข้อมูลรูปภาพจาก
http://jcastle.info
ปราสาทคุโบตะ Kubota Castle
ปราสาทคุโบตะ
ญี่ปุ่นนับว่าเป็นดินเเดนที่เต็มไปด้วยสีสันเเละร่ำรวยด้วยวัฒนธรรมเป็นอย่างยิ่ง เเละมีความน่าสนใจในสิ่งเหล่านี้เป็นจำนวนมากที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวชมยังเเหล่งท่องเที่ยวต่างๆ มากมาย โดยอย่างบรรดาปราสาทญี่ปุ่น ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งในเเหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความสนใจจากบรรดานักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่น เเละปราสาทคุโบตะ ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งในปราสาทที่มีความน่าสนใจเเละน่ามาเที่ยวชมเป็นอย่างยิ่ง
Kubota Castle ตั้งอยู่ที่เมืองอาคิตะ ในจังหวัดอาคิตะ เป็นอีกหนึ่งในปราสาทขนาดเล็กที่มีความสวยงามเป็นอย่างยิ่ง สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1603 โดย ซาเตกะ โยชิโนบุ โดยเขาเป็นไดเมียที่เคยปกครองดินเเดนในบริเวณมิโตะ เเต่หลังจากเสร็จศึกที่เซกิงาฮาระเเล้วเขาก็ถูกย้ายให้มาครอบครองดินเเดนบริเวณนี้ด้วย เเละได้สร้างปราสาทเเห่งนี้ขึ้นมา โดยปราสาทเเห่งนี้มีลักษณะที่เเตกต่างจากปราสาทอื่นๆ ตรงที่ไม่มีป้อมปราการหรือ ยากุระเเต่อย่างใด เเละไม่มีส่วนพื้นที่หลักอีกด้วย มีเพียงเเค่หอคอยของปราสาทเท่านั้น ซึ่งปราสาทมิโตะ ที่เขาครอบครองอีกปราสาทก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน กล่าวกันว่าที่เป็นเช่นนี้ เพราะเขาไม่ต้องการเป็นจุดสนใจของรัฐบาลโชกุนตระกูลโทกุกาวะในช่วงเเรกที่จับตาความเคลื่อนไหวของเหล่าไดเมียวอย่างใกล้ชิด จึงสร้างปราสาทที่ไม่มีความโดดเด่นเเละไม่ดูเเข็งเเกร่งให้รู้สึกเป็นภัยคุกคาม ปราสาทเเห่งนี้ถูกไฟไหม้ลงในปี ค.ศ.1880 ซึ่งเป็นช่วงการเปลี่ยนผ่านอำนาจ เเละได้รับการบูรณะใหม่ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีบางส่วนของปราสาทที่ยังคงรอดพ้นเหตุการณ์นั้น และยังคงอยุ่จนถึงทุกวันนี้
โครงสร้างที่สำคัญที่สุดของ ปราสาทคุโบตะ ก็คือในส่วนของหอคอยหลักที่มีความสูงจำนวน 3 ชั้น ได้รับการบูรณะให้มีความสมบูรณ์เเละสวยงามเป็นอย่างยิ่ง เเม้ว่าจะมีขนาดเล็กเเต่ก็ได้รับการตกเเต่งอย่างสวยงามด้วยผนังสีขาว เเละหลังคาสไตล์เอโดะเเท้ โดยเป็นจุดที่โดดเด่นที่สุด นอกจากนี้เเล้วในส่วนของประตูใหญ่ทางเข้าของปราสาทก็เป็นวัสดุจากไม้ที่ได้รับการคัดสรรมาเป็นอย่างดี สวยงามเเละเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์
นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมความสวยงามของ Kubota Castle จะเดินผ่านประตูไม้ทางเข้าที่มีขนาดใหญ่เเละเก่าเเก่ เพราะเป็นส่วนเดียวที่เหลือรอดมาตั้งเเต่ก่อสร้างปราสาทเเห่งนี้ ผ่านทางเดินหินเข้ามายังตัวหอคอยของปราสาท ที่ชั้นล่างมีการจัดเเสดงเรื่องราวของปราสาทเเละมีอาวุธเเละชุดเกราะซามูไรจัดเเสดงเอาไว้อย่างมากมายอีกด้วย เเละการเดินขึ้นไปยังชั้นที่ 3 ของหอคอยนั้นก็จะทำให้สามารถชมวิวทิวทัศน์ของเมืองอาคิตะได้อย่างชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง โดยที่นี่เปิดให้เข้าชมทุกวัน เเละเสียค่าเข้าชมคนละ 100 เยน
การเดินทาง
ส่วนการเดินทางมาเที่ยวที่ ปราสาทคุโบตะ นั้นสามารถใช้บริการของรถไฟสาย Oou Line โดยให้มาลงที่สถานีรถไฟอาคิตะ จากนั้นก็เดินต่อไปเพียงเเค่ 10 นาทีก็จะถึงทางเข้าของปราสาทเเห่งนี้เเล้ว ถือว่าเป็นอีกปราสาทที่น่ามาเที่ยวชมเเละมีการเดินทางที่สะดวกสบายเป็นอย่างมาก
อ้างอิงข้อมูลรูปภาพ
http://jcastle.info/view/Kofu_Castle
วันสตรีสากล
วันสตรีสากล (อังกฤษ: International Women's Day) เดิมเรียก วันสตรีแรงงานสากล (อังกฤษ: International Working Women's Day) มีการเฉลิมฉลองในวันที่ 8 มีนาคมของทุกปี[1] ในแต่ละภูมิภาคความสนใจของการเฉลิมฉลองมีตั้งแต่การเฉลิมฉลองความนับถือ ความซาบซึ้งและความรักต่อหญิงสำหรับความสำเร็จทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมของหญิงทั่วไป เริ่มแรกเป็นงานการเมืองสังคมนิยม แล้ววันหยุดนี้ก็กลืนวัฒนธรรมของหลายประเทศซึ่งส่วนใหญ่ในทวีปยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มตะวันออก ในบางภูมิภาค วันดังกล่าวเสียรสทางการเมือง และกลายเป็นเพียงโอกาสสำหรับบุคคลในการแสดงความรักแก่หญิงในวิธีซึ่งคล้ายการผสมระหว่างวันแม่และวันวาเลนไทน์ ทว่า ในบางภูมิภาค แก่นการเมืองและสิทธิมนุษยชนที่สหประชาชาติกำหนดยังมั่นคงอยู่ และความตระหนักทางการเมืองและสังคมของการต่อสู้ของหญิงทั่วโลกมีการเผยแพร่และพิจารณาด้วยความหวัง บางคนเฉลิมฉลองวันดังกล่าวโดยการสวมริบบิ้นสีม่วง
สมัครสมาชิก:
บทความ
(
Atom
)













