มานีมีสาระ

ท่องเที่ยว บันเทิง สาระความรู้

ประโยค



ประโยคที่ใช้ในการสื่อสาร

ประโยค คือ คำหลาย ๆ คำ หรือวลีที่นำมาเรียงต่อกันอย่างเป็นระเบียบให้แต่ลำคำมีความสัมพันธ์กัน มีใจความสมบูรณ์ ซึ่งแสดงให้รู้ว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร
ในสื่อการเรียนรู้นี้ เราจะมาทำความรู้จักกับประโยคให้มากขึ้น โดยมีเนื้อหาดังนี้
ประโยคหนึ่ง ๆ จะต้องมีภาคประธานและภาคแสดงเป็นหลัก และอาจมีคำขยายส่วนต่าง ๆ ได้ ดังแผนโครงสร้างต่อไปนี้
               ๑) ภาคประธาน
ภาคประธานในประโยค คือ คำหรือกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นผู้กระทำ ผู้แสดง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของประโยค ภาคประธานนี้อาจมีบทขยายซึ่งเป็นคำหรือกลุ่มคำมาปาระกอบ เพื่อทำให้มีใจความชัดเจนยิ่งขึ้น
              ๒) ภาคแสดง
ภาคแสดงในประโยค คือ คำหรือกลุ่มคำที่ประกอบไปด้วยบทกริยา บทกรรม และส่วนเติมเต็ม บทกริยาทำหน้าที่เป็นตัวกระทำหรือตัวแสดงของประธาน ส่วนบทกรรมทำหน้าที่เป็นผู้ถูกกระทำ และส่วนเติมเต็มทำหน้าที่เสริมใจความของประโยคให้สมบูรณ์ คือทำหน้าที่คล้ายบทกรรม แต่ไม่ใช่กรรม เพราะมิได้ถูกกระทำ




ประโยคในภาษาแบ่งเป็น ๓ ชนิด ตามโครงสร้างการสื่อสารดังนี้
               ๑) ประโยคความเดียว
  ประโยคความเดียว คือ ประโยคที่มีข้อความหรือใจความเดียว ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เอกรรถประโยค เป็นประโยคที่มีภาคประธานเพียงบทเดียว และมีภาคแสดงหรือกริยาสำคัญเพียงบทเดียว หากภาคประธานและภาคแสดงเพิ่มบทขยายเข้าไป ประโยคความเดียวนั้นก็จะเป็นประโยคความเดียวที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น
ตัวอย่างโครงสร้างประโยคความเดียว
ประโยคความเดียว
ภาคประธาน
ภาคแสดง
ประธาน
ขยายประธาน
กริยา
กรรม
บทขยายกริยา
บทขยายกรรม
๑. เด็กๆ คุย
๒. เด็กๆ ชั้นอนุบาล
คุยเสียงดัง
๓. มาลีแต่งกลอน
๔. มาลีนักเรียนชั้น ม.๓
แต่งกลอนสุภาพเก่ง
๕. คนแก่ข้ามถนนไม่ได้
๖. คนขยันทำงาน
ต่างๆ เร็ว
เด็กๆ
เด็กๆ
มาลี
มาลี
คน
คน
-
ชั้นอนุบาล
-
นักเรียนชั้น
ม.๓
แก่
ขยัน
คุย
คุย
แต่ง
แต่ง
ข้าม
ทำ
-
-
กลอน
กลอน
ถนน
งาน
-
เสียงดัง
-
เก่ง
ไม่ได้
เร็ว
-
-
-
สุภาพ
-
ต่างๆ

๒) ประโยคความรวม
ประโยคความรวม คือ ประโยคที่รวมเอาโครงสร้างประโยคความเดียวตั้งแต่ ๒ ประโยคขึ้นไปเข้าไว้ในประโยคเดียวกัน โดยมีคำเชื่อมหรือ สันธาน ทำหน้าที่เชื่อมประโยคเหล่านั้นเข้าด้วยกัน ประโยคความรวมเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อเนกรรถประโยค
ประโยคความรวมแบ่งใจความออกเป็น ๔ ประเภท ดังนี้
๒.๑) ประโยคที่มีความคล้อยตามกัน ประโยคความรวมชนิดนี้ประกอบด้วยประโยคเล็กตั้งแต่ ๒ ประโยคขึ้นไป มีเนื้อความคล้อยตามกันในแง่ของความเป็นอยู่ เวลา และการกระทำ
ตัวอย่าง
ทรัพย์ และ สินเป็นลูกชายของพ่อค้าร้านสรรพพาณิชย์
ทั้ง ทรัพย์ และ สินเป็นนักเรียนโรงเรียนอาทรพิทยาคม
ทรัพย์เรียนจบโรงเรียนมัธยม แล้ว ก็ไปเรียนต่อที่วิทยาลัยอาชีวศึกษา
พอ สินเรียนจบโรงเรียนมัธยม แล้ว ก็มาช่วยพ่อค้าขาย
สันธานที่ใช้ใน ๔ ประโยค ได้แก่ และ ทั้ง - และ, แล้วก็,พอ - แล้วก็
หมายเหตุ : คำ "แล้ว" เป็นคำช่วยกริยา มิใช่สันธานโดยตรง
๒.๒) ประโยคที่มีความแย้งกัน ประโยคความรวมชนิดนี้ ประกอบด้วยประโยคเล็ก ๒ ประโยค มีเนื้อความที่แย้งกันหรือ แตกต่างกันในการกระทำ หรือผลที่เกิดขึ้น
      ตัวอย่าง
                           พี่ตีฆ้อง แต่ น้องตีตะโพน
ฉันเตือนเขาแล้ว แต่ เขาไม่เชื่อ
เขาคิดว่าเขาทำได้ แต่แล้ว เขาก็พลาด
เขาต้องการทำงานนี้มาก หากแต่ สุขภาพของเขาไม่อำนวย
๒.๓) ประโยคที่มีความให้เลือก ประโยคความรวมชนิดนี้ ประกอบด้วยประโยคเล็ก ๒ ประโยคและกำหนดให้เลือกอย่างใด อย่างหนึ่ง
  ตัวอย่าง
                          ไปบอกนายกิจ หรือ นายก้องให้มานี่คนหนึ่ง
คุณชอบดนตรีไทย หรือ ดนตรีสากล
เธอควรจะไปงานนี้ หรือมิฉะนั้น ก็ส่งใครไปแทน
เขาจะมาเอง หรือว่า เขาจะให้คนอื่นมา
   ๒.๔) ประโยคที่มีความเป็นเหตุเป็นผลแก่กัน ประโยคความรวมชนิดนี้ประกอบด้วยประโยคเล็ก ๒ ประโยค ประโยคแรก เป็นเหตุ ประโยค หลัง เป็น ผล
    ตัวอย่าง
เขามีความเพียรมาก เพราะฉะนั้น เขาจึง ประสบความสำเร็จ
คุณสุดาไม่อิจฉาใคร เธอ จึง มีความสุขเสมอ
คนมักง่ายชอบทิ้งขยะ บ้านเมือง จึง สกปรกเต็มไปด้วยมลพิษ
การจราจรในกรุงเทพฯ ติดขัดมาก ฉัน จึง ไม่ค่อยอยากออกจากบ้าน
       ข้อสังเกต
๑) สันธานเป็นคำเชื่อมที่จำเป็นต้องมีในประโยคความรวม และจะต้องใช้ให้เหมาะสมกับเนื้อความในประโยค ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า สันธานเป็นเครื่องกำหนดหรือชี้บ่งว่าประโยคนั้นมีใจความแบบใด
๒) สันธานบางคำประกอบด้วยคำสองคำ หรือสามคำเรียงอยู่ห่างกัน เช่น ฉะนั้น - จึง, ทั้ง - และ, แต่ - ก็ สันธานเช่นนี้เรียกว่า "สันธานคาบ" มักจะมีคำอื่นมาคั่นกลางอยู่จึงต้องสังเกตให้ดี
๓) ประโยคเล็กที่เป็นประโยคความเดียวนั้น เมื่อแยกออกจากประโยคความรวมแล้ว ก็ยังสื่อความหมายเป็นที่เข้าใจได้
๓) ประโยคความซ้อน
   ประโยคความซ้อน คือ ประโยคที่มีใจความสำคัญเพียงใจความเดียว ประกอบด้วยประโยคความเดียวที่มีใจความสำคัญเป็นประโยคหลัก (มุขยประโยค) และมีประโยคความเดียวที่มีใจความเป็นส่วนขยายส่วนใดส่วนหนึ่งของประโยคหลัก เป็นประโยคย่อยซ้อนอยู่ในประโยคหลัก (อนุประโยค) โดยทำหน้าที่แต่งหรือประกอบประโยคหลัก ประโยคความซ้อนนี้เดิทเรียกว่า สังกรประโยค
    อนุประโยคหรือประโยคย่อยมี ๓ ชนิด ทำหน้าที่ต่างกัน ดังต่อไปนี้
               
         ๓.๑) ประโยคย่อยที่ทำหน้าที่แทนนาม (นามมานุประโยค) อาจใช้เป็นบทประธานหรือ บทกรรม หรือ ส่วนเติมเต็มก็ได้ ประโยคย่อยนี้เป็นประโยคความเดียวซ้อนอยู่ในประโยคหลักไม่ต้องอาศัยบทเชื่อม หรือคำเชื่อม
  • ตัวอย่างประโยคความซ้อนที่ประโยคย่อยทำหน้าที่แทนนาม
                คนทำดีย่อมได้รับผลดี
                คน...ย่อมได้รับผลดี      :      ประโยคหลัก
    คนทำดี                 :      ประโยคย่อยทำหน้าที่เป็นบทประธาน
ครูดุนักเรียนไม่ทำการบ้าน
ครูดุนักเรียน                   :     ประโยคหลัก
นักเรียนไม่ทำการบ้าน   :      ประโยคย่อยทำหน้าที่เป็นบทกรรม
สุนัขเห่ามักเป็นสุนัขไม่กัด
สุนัข...เป็นสุนัขไม่กัด    :      ประโยคหลัก
สุนัขเห่า               :      ประโยคย่อยทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค
                ๓.๒) ประโยคย่อยที่ทำหน้าที่เป็นบทขยายประธานหรือบทขยายกรรมหรือบทขยายส่วนเติมเต็ม (คุณานุประโยค) แล้วแต่กรณี มีประพันธสรรพนาม (ที่ ซึ่ง อัน ผู้) เชื่อมระหว่างประโยคหลักกับประโยคย่อย
  • ตัวอย่างประโยคความซ้อนที่ประโยคย่อยทำหน้าที่เป็นบทขยาย
          คนที่ประพฤติดีย่อมมีความเจริญในชีวิต
ที่ประพฤติดี ขยายประธาน  คน
แยกประโยค  ที่        =        คน...ย่อมมีความเจริญในชีวิต        :        ประโยคหลัก
=        (คน) ประพฤติดี                           :        ประโยคย่อย
ฉันอาศัยบ้านซึ่งอยู่บนภูเขา
 ซึ่งอยู่บนภูเขา ขยายกรรม  บ้าน
แยกประโยค  ซึ่ง     =        ฉันอาศัยบ้าน                               :        ประโยคหลัก
=        (บ้าน) อยู่บนภูเขา                        :        ประโยคย่อย
พระบรมราโชวาทในรัชกาลที่ ๕ เป็นสุภาษิตอันมีค่ายิ่ง
อันมีค่ายิ่ง ขยายส่วนเติมเต็ม  เป็น
แยกประโยค  อัน     =        พระบรมราโชวาทในรัชกาลที่ ๕ เป็นสุภาษิต        :        ประโยคหลัก
=        (สุภาษิต) อันมีค่ายิ่ง                                            :        ประโยคย่อย
๓.๓) ประโยคย่อยที่ทำหน้าที่เป็นบทขยายคำกริยา หรือ บทขยายคำวิเศษณ์ในประโยคหลัก (วิเศษณานุประโยค) มีคำเชื่อม (เช่น เมื่อ จน เพราะ ตาม ให้ ฯลฯ) ซึ่งเชื่อมระหว่างประโยคหลักกับประโยคย่อย
  • ตัวอย่างประโยคความซ้อนที่ประโยคย่อยทำหน้าที่เป็นบทกริยาหรือบทขยายวิเศษณ์
    เขาเรียนเก่งเพราะเขาตั้งใจเรียน
    แยกประโยค  เพราะ         =        เขาเรียนเก่ง        :        ประโยคหลัก
    =        (เขา) ตั้งใจเรียน :        ประโยคย่อยขยายกริยา
คนงานทำงานหนักจนล้มเจ็บไปหลายวัน
แยกประโยค  จน            =        คนงานทำงานหนัก                  :        ประโยคหลัก
=        (คนงาน) ล้มเจ็บไปหลายวัน   :        ประโยคย่อย (ขยายกริยาและวิเศษณ์ ทำงานหนัก)
ครูรักศิษย์เหมือนแม่รักลูก
แยกประโยค  เหมือน      =        ครูรักศิษย์        :        ประโยคหลัก
=        แม่รักลูก           :        ประโยคย่อย (ขยายส่วนเติมเต็มของกริยาเหมือน)

องค์ประกอบของการสื่อสารมีอะไรบ้าง
นการสื่อสารครั้งหนึ่ง ๆ จะต้องประกอบด้วย
ผู้ส่งสาร คือบุคคลที่เป็นผู้สื่อความหรือเรื่องราวออกไป
สาร คือ เรื่องราวหรือเนื้อหาที่ต้องการจะแจ้ง หรือบอก
ผู้รับสาร คือ ผู้รับรู้เรื่องราวนั้น ๆ
สื่อ คือ เครื่องมือที่ใช้ในนำสารไปถึงผู้รับสาร
สื่อได้แก่อะไรบ้าง
สื่อ เช่น วิทยุ โทรทํศน์ วิดิโอ อินเทอร์เน็ต หนังสือพิมพ์ เสียงพูด
ไมโครโฟน เครื่องขยายเสียง และอากาศ เป็นต้น

ส่วนประกอบของประโยค
ประโยคประกอบด้วย
ภาคประธานและภาคแสดง
ประโยค
ภาคประธาน
ภาคแสดง
คุณครูครับผมทำแจกันใบเล็กแตก
คุณครูครับผม
ทำแจกันใบเล็กแตก
โรงเรียนสุราษฎร์ธานีเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่
โรงเรียนสุราษฎร์ธานี
เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่
เอกชัยศรีวิชัยร้องเพลงหมากัด
เอกชัยศรีวิชัย
ร้องเพลงหมากัด
แมวร้องเหมียวเหมียว
แมว
ร้องเหมียวเหมียว
ประโยคความเดียว
ประโยคความเดียวหมายถึง ประโยคที่มีความหมายอย่างเดียว ทำกริยาอาการเพียงอย่างเดียว
 
รูปประโยคความเดียวที่ใช้ในการสื่อสาร
ประโยคเน้นผู้กระทำ
ประธานขึ้นต้นประโยคก่อน

แม่ไม่ได้มาหรือ (แม่เป็นประธาน)
ฝนตก (ฝนเป็นประธาน)
ประโยคเน้นผู้ถูกกระทำ
ผู้ถูกกระทำหรือกรรมขึ้นต้นประโยค

เขาถูกครูทำโทษ (ครูเป็นประธาน เขาเป็นกรรม)
บ้านนี้สร้างโดยช่างชำนาญ (ช่างเป็นประธาน บ้านเป็นกรรม
ประโยคเน้นกริยา
บทกริยาขึ้นต้นประโยค

ปรากฏการจี้เครื่องบินที่สหรัฐอเมริการ (ปรากฏ เป็นคำกริยา)
มีคนร้ายเข้าบ้านของคุณครู
ประโยคคำสั่งหรือขอร้อง
ละประธานไว้ในฐานที่เข้าใจ
ขึ้นต้นด้วยคำกริยาหรือขอร้อง

ปิดประตูด้วยนะคะ
ช่วยผมด้วยครับ

การจำแนกประโยคตามเจตนาผู้ส่งสาร
ประโยคบอกเล่า
ส่วนมากขึ้นต้นด้วยภาคประธาน
และภาคแสดงตามลำดับ มีเจตนาเพื่อ
แจ้งให้ทราบ

วงบางแก้วร้องเพลงหวานใจ
อ.ภาทิพชอบฟังเพลงบางแก้ว
โสฬสกล้าแสดงออก
ประโยคปฏิเสธ
เหมือนประโยคบอกเล่า เพียงแต่
มีคำว่า"ไม่" เข้ามา เพื่อบอกความปฏิเสธ

วงบางแก้วไม่ได้ร้องเพลงขี้หึง
พลอยไม่น่ารัก

ประโยคคำถาม
ขึ้นต้นด้วยคำถาม หรือลงท้ายด้วย
คำถาม

ทำไมพัดลมไม่รักผม (ต้องการคำอธิบาย)
นักเรียนทำการบ้านเสร็จหรือยัง(ต้องการการตอบรับหรือปฏิเสธ)
ประโยคคำสั่งหรือขอร้อง
ละประธานไว้ในฐานที่เข้าใจ

พูดเบา ๆ หน่อยค่ะ
ทิ้งขยะในถังที่เตรียมให้เท่านั้น


การสื่อสารของมนุษย์
          การสื่อสาร (Communication) หมายถึง กระบวนการถ่ายทอดสาร (message) จากบุคคลฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า ผู้ส่งสาร (sender) ไปยังบุคคลอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเรียกว่าผู้รับสาร (receiver) โดยผ่านสื่อ (channel/media)
 
องค์ประกอบของการสื่อสาร
          ๑. ผู้ส่งสาร หมายถึง บุคคลที่ใช้วิธีการต่าง ๆ ถ่ายทอดความรู้ ความคิด ความรู้สึก และความต้องการของตนไปสู่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่ง
          ๒. สาร หมายถึง เรื่องราว หรือสิ่งที่ผู้ส่งสารส่งไปยังผู้รับสาร
          ๓. สื่อ หมายถึง ช่องทางในการสื่อสาร ซึ่งเป็นตัวกลางที่เชื่องโยงระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสารให้ติดต่อสื่อสาร กันได้ ทราบไหมคะว่า สื่อมีหลายประเภท นั่นคือ
- สื่อบุคคล ได้แก่ ผู้สื่อข่าว ผู้นำความคิด ครู
- สื่อมวลชน ได้แก่ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ภาพถ่าย วิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ วิดีโอ การแสดงบทเวที
          ๔. ผู้รับสาร หมายถึง บุคคลผู้รับสารจากผู้ส่งสารด้วยการอ่าน การฟัง และการชม
 
          ภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร ภาษาที่มนุษย์ใช้ในการสื่อสารระหว่างกันมี ๒ ลักษณะ คือ
          ๑. วจนะภาษา หมายถึง การสื่อสารที่ใช้คำพูด ถ้อยคำ หรือภาษาในการสื่อความหมาย ซึ่งรวมถึงการเขียนด้วย
โดยสรุป วจนะภาษาประกอบด้วย ภาษาพูด และภาษาเขียน
          ๒. อวจนะภาษา คือ การสื่อสารที่ไม่ต้องอาศัยคำพูดเป็นสื่อ แต่ก็สามารถทำความเข้าใจระหว่าง ผู้ส่งสารและผู้รับสารได้
โดยสรุป สื่ออวจนะภาษา ได้แก่ อากัปกริยา จรรยามารยาท สัญญาณ สัญลักษณ์ แสง สี เสียง การแต่งกาย   
ระดับภาษา
          ระดับภาษา หมายถึง ความลดหลั่นของถ้อยคำ และการเรียบเรียงถ้อยคำเพื่อให้เหมาะกับโอกาส กาลเทศะ และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่เป็นผู้ส่งสารและผู้รับสาร โดยทั่วไประดับภาษาแบ่งเป็น ๔ ระดับ คือ
          ๑. ภาษาแบบแผน เวลาใช้ต้องคำนึงถึงความถูกต้องตามกฎเกณฑ์ ระเบียบของภาษา ความสุภาพ และมารยาท
- ส่วนใหญ่จะใช้ในการเขียนมากกว่าการพูด ได้แก่ ภาษาที่ใช้เขียนเอกสารราชการทุกชนิด ตำราวิชาการ วิทยานิพนธ์ บทความวิชาการ บทบรรณาธิการ
- การพูดจะใช้ในงานพิธีการ เช่น การกราบบังคมทูลในงานพระราชพิธี คำปราศรัย ประกาศเกียรติคุณ ปาฐกถา โอวาท สุนทรพจน์ กล่าวเปิด-ปิดการประชุม
          ๒. ภาษากึ่งแบบแผน ใช้ในการพูดและเขียนที่ไม่เป็นทางการมากนัก
- การเขียน ได้แก่ ภาษาที่ใช้เขียนจดหมายธุรกิจ ข้อเขียนในวารสาร และนิตยสาร บทความ นวนิยาย เรื่องสั้น ข่าวในหนังสือพิมพ์รายวัน การตอบข้อสอบอัตนัย
- การพูดจะใช้ในการสนทนาระหว่างบุคคลที่ไม่คุ้นเคย การสนทนากับคนที่มีตำแหน่ง และวัยต่างกัน การพูดในที่ชุมชน การอภิปราย การแนะนำตัวบุคคล
          ๓. ภาษาปาก หรือภาษากันเอง ส่วนใหญ่จะใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่เคร่งครัดเรื่องกฎเกณฑ์ของภาษา ภาษาที่ใช้มักจะมีคำสแลง คำกร่อน คำย่อ หรือคำต่างประเทศปะปน เช่น ภาษาที่ใช้สนทนาระหว่างบุคคลคุ้นเคย ภาษาซื้อขาย การโฆษณาหาเสียง การละเล่น และภาษาถิ่น
          ๔. ภาษาต่ำ เป็นคำที่ไม่สุภาพ หรือเป็นคำหยาบ ใช้พูดระหว่างเพื่อนวัยเดียวกัน ไม่นิยมเขียน เป็นลายลักษณ์อักษร ยกเว้นการใช้เขียนนวนิยาย หรือเรื่องสั้น เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ หรือ ตัวละครในเรื่อง
  ประโยค
          ภาษา ที่มนุษย์ใช้ในการสื่อสารอาจเป็นเพียงคำ ๆ เดียว เป็นข้อความยาว หรือสั้นก็ได้ ซึ่งข้อความที่มีใจความชัดเจนและสมบูรณ์นั้นเรียกว่าประโยค
          ประโยค คือ ถ้อยคำหรือข้อความที่มีใจความครบบริบูรณ์ มีเนื้อความชัดเจน นั่นก็คือ ชัดเจนซะจนสามารถทราบได้ว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ และอย่างไร โดยทั่วไปประโยคจะประกอบด้วย ๒ ส่วน คือ ภาคประธาน และภาคแสดง
          ภาคประธาน เป็นผู้กระทำกริยาอาการ เพื่อให้ทราบว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ และอย่างไร ซึ่งภาคประธานจะมีส่วนขยายหรือไม่ก็ได้ เช่น
คนบ้า ถูกหมากัด
คนดี คือคนที่ชอบช่วยเหลือคนอื่น
          ภาคแสดง เป็นส่วนที่แสดงอาการของภาคประธาน ว่าประธานได้ทำกริยาอะไร ซึ่งภาคแสดงนี้ จะช่วยให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งภาคแสดงจะมีส่วนขยายหรือไม่ก็ได้

          โดยทั่วไป ภาคแสดงประกอบด้วยส่วนย่อย ๔ ส่วน คือ บทกริยา บทขยายกริยา บทกรรม และบทขยายกรรม เช่น
ประโยค
ภาคประธาน
ภาคแสดง
ประธาน
บทขยายประธาน
บทกริยา
บทขยายกริยา
บทกรรม
บทขยายกรรม
ฉันมีพี่น้องสามคน
ฉัน
-
มี
สามคน
พี่น้อง
-
ครูหยิบหนังสือมา ๒ เล่ม
ครู
-
หยิบ
มา ๒ เล่ม
หนังสือ
-
คนติดยากำลังเดินมา
คน
ติดยา
กำลังเดินมา
-
-
-
แมวดำกัดหนูตัวเล็กตาย
แมว
ดำ
กัด
ตาย
หนู
ตัวเล็ก
บ้านสีฟ้าตั้งอยู่ริมทะเล
บ้าน
สีฟ้า
ตั้งอยู่
ริมทะเล
-
-
สุนัขตัวเล็กเห่าเสียดังมาก
สุนัข
ตัวเล็ก
เห่า
เสียงดังมาก
-
-

รูปประโยคความเดียวที่ใช้สื่อสารในภาษาไทย
           ประโยคที่ใช้ในภาษาพูด และภาษาเขียนแบ่งเป็น ๔ รูปแบบ คือ
          ๑. ประโยคที่เน้นผู้กระทำ หรือประโยคประธาน (ประโยคกรรตุ) คือ ประโยคที่นำประธาน มาขึ้นต้นประโยค แล้วตามด้วยภาคแสดง (ต้องการเน้นว่า ใครทำ อะไร” ) เช่น
ช้างพลายตกมันเหยียบควานช้างตาย
รัชกาลที่ ๙ ทรงมีพระราชดำริให้สร้างสะพานพระราม ๘
โรงเรียนได้คัดเลือกให้ฉันไปแข่งขันโต้วาที
          ๒. ประโยคที่เน้นผู้ถูกกระทำ (ประโยคกรรม) คือ ประโยคที่นำผู้ถูกกระทำ (หรือกรรม) มาขึ้นต้นประโยค โดยผู้ถูกกระทำจะทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค เช่น
ควานช้างถูกช้างพลายตกมันเหยียบตาย
สะพานพระราม ๘ สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๙
ฉันได้รับคัดเลือกให้ไปแข่งขันโต้วาที
          ๓. ประโยคที่เน้นกริยา (ประโยคกริยา) คือ ประโยคที่มีคำกริยาขึ้นต้นประโยค ซึ่งคำกริยาที่จะนำมาขึ้นต้นประโยคนั้นจะใช้ได้เฉพาะบางคำ ได้แก่คำว่าเกิด มี ปรากฏเช่น
เกิดอุทกภัยที่ ๔๖ จังหวัดทั่วประเทศไทย
มีนักเรียนมาเรียนไม่ถึงครึ่งห้อง
ปรากฏว่าพบการทุจริตในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย
การทะเลาะวิวาท ในสนามมวยเกิดขึ้นทุกสัปดาห์
          ประโยคที่นำคำกริยามาขึ้นต้นประโยค และคำกริยานั้นทำหน้าที่แทนคำนาม หรือเป็นประธานของประโยค เราเรียกว่าประโยคกริยาสภาวมาลาเช่น
เต้นแอโรบิคทำให้ร่างกายแข็งแรง
ซึ่งคำว่า เต้นแอโรบิคทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค
ส่วนคำว่า ทำให้เป็นคำกริยา
            ๔. ประโยคเชิงคำสั่งหรือขอร้อง คือ ประโยคที่ใช้คำกริยาสั่ง หรือขอร้องให้กระทำ โดยมากมักจะละประธานไว้ในฐานที่เข้าใจ เช่น
จงเลือกคำตอบที่ถูกที่สุดเพียงข้อเดียว (ท่านจงเลือกคำตอบที่ถูกที่สุดเพียงข้อเดียว ) ประโยคที่เน้นผู้ถูกกระทำ (ประโยคกรรม)
กรุณางดใช้เสียง (ท่านกรุณางดใช้เสียง) ประโยคที่เน้นผู้ถูกกระทำ (ประโยคกรรม)
โปรดเอื้อเฟื้อแก่เด็ก สตรี และคนชรา (ท่านโปรดเอื้อเฟื้อแก่เด็ก สตรี และคนชรา) ประโยคที่เน้นผู้ถูกกระทำ (ประโยคกรรม)
ห้ามสูบบุหรี่ ( ท่านห้ามสูบบุหรี่) ประโยคที่เน้นผู้ถูกกระทำ (ประโยคกรรม)
  การจำแนกประโยคตามเจตนาของผู้ส่งสาร
          ใน การสื่อสารแต่ละครั้งผู้ส่งสาร (ผู้เขียน หรือผู้พูด) มักจะแสดงเจตนาของตนออกไปแตกต่างกัน ซึ่งโดยทั่วไปประโยคที่แสดงเจตนาแบ่งเป็น ๔ รูปแบบ คือ
          (๑) รูปประโยคบอกเล่า คือ ประโยคที่บอกว่าประธานทำอะไร คืออะไร หรือบอกถึงสภาพ ความเป็นจริงทั่วไป เช่น
มนุษย์ต้องรับประทานอาหาร
ตำรวจไล่จับผู้ร้าย
ฉันต้องเรียนหนังสือทุกวัน
          (๒) รูปประโยคปฏิเสธ คือ ประโยคที่มีคำแสดงความปฏิเสธ ตามปกติจะมีคำว่า ไม่ มิใช่ หามิได้เช่น
เขา ไม่ปฏิบัติตามกฎของโรงเรียน
นายปรีดี พนมยงค์ มิใช่คนขายชาติ
ขอทาน ไม่ได้กินขาวมาหลายวันแล้ว
          (๓) รูปประโยคคำสั่ง หรือขอร้อง ประโยคชนิดนี้โดยมากจะละประธานไว้ มีแต่ภาคแสดง ทั้งนี้เพราะผู้ส่งสารและผู้รับสารต่างก็เข้าว่า ใครเป็นคนสั่ง สั่งใคร หรือขอร้องใคร เช่น
วางปากกา
งดสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ
เมาไม่ขับ
กรุณากรอกข้อมูลให้ครบ
          (๔) รูปประโยคคำถาม คือ ประโยคที่มีใจความแสดงคำถาม ซึ่งประโยคชนิดนี้จะมีคำว่า ใคร อะไร ทำไม อย่างไร หรือ ฯลฯ ซึ่งผู้ถามอาจต้องการคำตอบที่เป็นเนื้อความ การตอบรับหรือปฏิเสธ เช่น
          - ต้องการคำตอบเป็นเนื้อความ เช่น
ถามว่า ใครเอาสมุดฉันไป ต้องตอบว่าใครเอาไป
ถามว่า ชื่อเต็มของกรุงเทพฯ คืออะไร ต้องตอบชื่อเต็มของกรุงเทพฯ
ถามว่า สอบเข้าเหล่าไหนกันบ้าง ต้องตอบว่าสอบเข้าเหล่าไหนบ้าง
          - ต้องการการตอบรับหรือปฏิเสธ เช่น
ถามว่า เธอลำบากอะไรไหม ต้องตอบว่าลำบาก หรือไม่ลำบาก
ถามว่า เธอสู้ไหวหรือเปล่า ต้องตอบว่าเรียนไหว หรือเรียนไม่ไหว
ถามว่า เรียนยากไหม ต้องตอบว่าเรียนยาก หรือเรียนมายาก
จะสังเกตว่าประโยคประเภทนี้ต้องการให้เราตอบว่า
ใช่ หรือไม่ใช่เท่านั้นเอง

ภัยพิบัติที่เกิดจากธรรมชาติ



ภัยพิบัติที่เกิดจากธรรมชาติ
                ภัยธรรมชาติ นั้นเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ หรือมนุษย์ได้ทำให้มันเกิดขึ้นมา ภัยธรรมชาติมีหลายรูปแบบแตกต่างกันไปบางอย่างร้ายแรงน้อย บางอย่างร้ายแรงมากซึ่งอาจทำให้เกิดผลเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน เช่น การเกิดอุทกภัยหรือน้ำท่วม การเกิดพายุ การเกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด เป็นต้น ซึ่งภัยธรรมชาติต่างๆไม่ว่าจะร้ายแรงมากหรือน้อยก็เกิดขึ้นได้ทุกเวลาโดยที่มนุษย์ไม่ได้ตั้งตัว แบ่งเป็น 8 ประเภท


เดือน
ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในภาคเหนือ
กุมภาพันธ์
ไฟป่า
มีนาคม
พายุฤดูร้อน , ไฟป่า , ฝนแล้ง
เมษายน
พายุฤดูร้อน , ไฟป่า , ฝนแล้ง
พฤษภาคม
พายุฤดูร้อน , อุทกภัย
มิถุนายน
อุทกภัย , ฝนทิ้งช่วง
กรกฎาคม
ฝนทิ้งช่วง , พายุฝนฟ้าคะนอง ,พายุหมุนเขตร้อน , อุทกภัย
สิงหาคม
พายุหมุนเขตร้อน , อุทกภัย , พายุฝนฟ้าคะนอง
กันยายน
พายุหมุนเขตร้อน , อุทกภัย , พายุฝนฟ้าคะนอง


วาตภัย ภัยธรรมชาติซึ่งเกิดจาก พายุลมแรง แบ่งได้ 2 ชนิด
1.1 วาตภัยจากพายุฤดูร้อน จะเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อน เกิดจากกระแสอากาศร้อนยกขึ้นเบื้องบนอย่างรุนแรง และรวดเร็ว เกิดพายุฝนฟ้าคะนองและอาจมีลูกเห็บทำความเสียหาย ได้ในบริเวณเล็กๆ ช่วงเวลาสั้นๆ ความเร็วลมประมาณ 50 กม./ชม. ทำให้สิ่งก่อสร้าง บ้านเรือน พืชผลทางการเกษตรเสียหาย ฝนตกหนัก ฟ้าแลบ ฟ้าผ่า เป็นอันตรายแก่ชีวิตมนุษย์และสัตว์ได้



สภาวะอากาศ ก่อน/ขณะ/หลัง ของพายุฤดูร้อน (ช่วง เดือนมีนาคม-พฤษภาคม)ก่อนเกิดวาตภัย
                อากาศร้อนอบอ้าว ติดต่อกันหลายวัน
                ลมสงบ แม้ใบไม้ก็ไม่สั่นไหว
                ความชื้นในอากาศสูง จนรู้สึกเหนียวตามร่างกาย
                ท้องฟ้ามัว ทัศนวิสัยการมองเห็นระยะไกลไม่ชัดเจน
                เมฆมากขึ้น ท้องฟ้ามืดครึ้ม อากาศร้อนอบอ้าวขณะเกิดวาตภัย
                พายุลมแรง 15-20 นาที ความเร็วมากกว่า 50 กม./ช.ม
                เมฆทวีขึ้นอย่างรวดเร็ว ลมกระโชกแรงเป็นครั้งคราว มีฝนตกหนัก บางครั้งมีลูกเห็บ ฟ้าคะนอง ฟ้าแลบ ถ้านับในใจ 1-2-3 แล้ว ได้ยินเสียงฟ้าร้อง และพายุจะห่างไปประมาณ 1 กม. ถ้าเห็นฟ้าแลบและฟ้าร้องพร้อมกัน
พายุจะอยู่ใกล้มาก
                สภาวะนี้จะอยู่ประมาณ 1 ชม.
หลังเกิดวาตภัย
                พายุสลายไปแล้วอากาศจะเย็นลง รู้สึกสดชื่นขึ้น ท้องฟ้าแจ่มใส ทัศนวิสัยชัดเจน

การป้องกันพายุฤดูร้อน
                 * ติดตามสภาวะอากาศ ฟังคำเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยา
                * สอบถาม แจ้งสภาวะอากาศร้าย โทร 053-277919 ตลอด 24 ชั่วโมง
                * ติดตั้งสายล่อฟ้าสำหรับอาคารสูงๆ
                * ปลูกสร้าง ซ่อมแซม อาคารให้แข็งแรง เตรียมป้องกันภัยให้สัตว์เลี้ยงและพืชผลการเกษตร
                * ไม่ใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด ขณะมีฟ้าคะนอง
                * ไม่ใส่เครื่องประดับโลหะ และอยู่กลางแจ้ง ขณะมีฝนฟ้าคะนอง

1.2 วาตภัยจากพายุฤดูหมุนเขตร้อน จะเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน เป็นพายุที่เกิดขึ้นเหนือทะเลจีนใต้ และมหาสมุทรแปซิฟิกในเขตร้อน มีศูนย์กลางประมาณ 200 กม. มีลมพัดเวียนรอบศูนย์กลางทิศทวนเข็มนาฬิกา ศูนย์กลางเป็นวงกลมประมาณ 15-60 กม. เรียกตาพายุ มองเห็นได้จากภาพเมฆดาวเทียม เมื่อเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามทำความเสียหายให้บริเวณที่เคลื่อนผ่าน ตามลำดับความรุนแรง





เกณฑ์การแบ่งความรุนแรงของพายุเขตร้อนเป็น 3 ระดับคือ
                1. พายุดีเปรสชั่น มีกำลังอ่อน ความเร็วลมใกล้ศูนย์กลางไม่เกิน 63 กม./ชม.
                2. พายุดีหมุนเขตร้อน มีกำลังปานกลาง ความเร็วลมใกล้ศูนย์กลางไม่เกิน 63-117 กม./ชม.
                3. พายุไต้ฝุ่น มีกำลังปานกลาง ความเร็วลมใกล้ศูนย์กลางมากกว่า 118 กม./ชม.

สภาวะอากาศ ก่อน/ขณะ/หลัง ของพายุหมุนเขตร้อน(ช่วง เดือนกรกฏาคม-กันยายน)
ก่อนเกิดวาตภัย
                อากาศดี ลมตะวันออกเฉียงเหนือพัดผ่าน
                เมฆทวีขึ้นเป็นลำดับ
                ฝนตกเป็นระยะๆ ขณะเกิดวาตภัย
                เมฆเต็มท้องฟ้า ฝนตกต่อเนื่องเกือบตลอดเวลา ลมพัดแน่ทิศ
                ตาพายุผ่านมา ลมสงบ ท้องฟ้าแจ่มใส
                เมฆเต็มท้องฟ้า ฝนตกเกือบตลอดเวลา ลมพัดกลับทิศ
หลังเกิดวาตภัย
                พายุสลายไปแล้วจะทิ้งความเสียหายไว้ตามทางผ่าน อากาศดีขึ้นเป็นลำดับ

การป้องกันพายุหมุนเขตร้อน
                * ติดตามสภาวะอากาศ ฟังคำเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยา
                * สอบถาม แจ้งสภาวะอากาศร้าย โทร 053-277919 ตลอด 24 ชั่วโมง
                * ฝึกซ้อมการป้องกันภัยพิบัติ เตรียมพร้อมรับมือ และวางแผนอพยพหากจำเป็น
                * เตรียมเครื่องอุปโภค บริโภค ไฟฉาย แบตเตอรี่ วิทยุกระเป๋าหิ้วติดตามข่าวสาร
                * ซ่อมแซมอาคารให้แข็งแรง เตรียมป้องกันภัยให้สัตว์เลี้ยงและพืชผลการเกษตร
                * เตรียมพร้อมอพยพเมื่อได้รับแจ้งให้อพยพ









อุทกภัย ภัยที่เกิดขึ้นเนื่องจากมีน้ำเป็นสาเหตุ อาจจะเป็นน้ำท่วม น้ำป่า หรืออื่น ๆ โดยปกติ อุทกภัยเกิดจากฝนตกหนักต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน บางครั้งทำให้เกิดแผ่นดินถล่ม อาจมีสาเหตุจากพายุ หมุนเขตร้อน ลมมรสุมมีกำลังแรง ร่องความกดอากาศต่ำมีกำลังแรง อากาศแปรปรวน น้ำทะเลหนุน แผ่นดินไหว เขื่อนพัง ทำให้เกิดอุทกภัยได้เสมอ แบ่งได้ 2 ชนิด

                1.1 อุทกภัยจากน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลัน เกิดจากฝนตกหนักติดต่อกันหลายชั่วโมง ดินดูดซับไม่ทัน น้ำฝนไหลลงพื้นราบอย่างรวดเร็ว ความแรงของน้ำทำลายต้นไม้ อาคาร ถนน สะพาน ชีวิต ทรัพย์สิน

                1.2 อุทกภัยจากน้ำท่วมขังและน้ำเอ่อนอง เกิดจากน้ำในแม่น้ำ ลำธารล้นตลิ่ง มีระดับสูงจากปกติ ท่วมและแช่ขัง ทำให้การคมนาคมชะงัก เกิดโรคระบาด ทำลายสาธารณูปโภค และพืชผลการเกษตร

การป้องกันอุทกภัย
                * ติดตามสภาวะอากาศ ฟังคำเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยา
                * สอบถาม แจ้งสภาวะอากาศร้าย โทร 053-277919 ตลอด 24 ชั่วโมง
                * ฝึกซ้อมการป้องกันภัยพิบัติ เตรียมพร้อมรับมือ และวางแผนอพยพหากจำเป็น
                * เตรียมน้ำดื่ม เครื่องอุปโภค บริโภค ไฟฉาย แบตเตอรี่ วิทยุกระเป๋าหิ้วติดตามข่าวสาร
                * ซ่อมแซมอาคารให้แข็งแรง เตรียมป้องกันภัยให้สัตว์เลี้ยงและพืชผลการเกษตร
                * เตรียมพร้อมเสมอเมื่อได้รับแจ้งให้อพยพไปที่สูง เมื่ออยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย และฝนตกหนักต่อเนื่อง
                * ไม่ลงเล่นน้ำ ไม่ขับรถผ่านน้ำหลากแม้อยู่บนถนน ถ้าอยู่ใกล้น้ำ เตรียมเรือเพื่อการคมนาคม
                * หากอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมขัง ป้องกันโรคราด ระวังเรื่องน้ำและอาหาร ต้องสุก และสะอาดก่อนบริโภค

ทุกขภิกขภัย ภัยธรรมชาติซึ่งเกิดจาก ฝนแล้ง ไม่ตกตามฤดูกาล มีสาเหตุจาก พายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนผ่านประเทศไทยน้อย ร่องความกดอากาศต่ำมีกำลังอ่อน มรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังอ่อน เกิดสภาวะฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน หรือเกิดปรากฏการณ์เอลนิโญรุนแรง ทำให้ฝนน้อยกว่าปกติ ทำให้ผลผลิตการเกษตรเสียหาย ขาดน้ำ เหี่ยวเฉา แห้งตายในที่สุด โรคพืชระบาด คุณภาพด้อยลง อุตสาหกรรมเกษตรเสียหาย ขาดแคลนอุปโภค บริโภค กระทบกับการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ





สภาวะอากาศของทุกขภิกขภัย(ฝนแล้ง)
               
ครึ่งหลังเดือนตุลาคม-กลางพฤษภาคม สิ้นฤดูฝน -ฤดูร้อน ฝนน้อยกว่าฤดูฝน
                ปลายเดือนมิถุนายน-กลาง กรกฎาคม ฝนทิ้งช่วงมากกว่า 2 สัปดาห์ การป้องกันทุกขภิกขภัย
                * ติดตามสภาวะอากาศ ฟังคำเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยา
                * สอบถาม แจ้งสภาวะอากาศร้าย โทร 053-277919 ตลอด 24 ชั่วโมง
                * ฝึกซ้อมการป้องกันภัยพิบัติ เตรียมพร้อมรับมือ และวางแผนอพยพหากจำเป็น

พายุฝนฟ้าคะนอง ภัยธรรมชาติซึ่งเกิดจากฝนฟ้าคะนอง และลมแรง อากาศร้อนลอยสูงขึ้น อากาศข้างเคียงไหลเข้ามาแทนที่ ไอน้ำกลั่นตัวเป็นเมฆ ทวีความสูงมากขึ้น มองเห็นคล้ายทั่งตีเหล็กสีเทาเข้ม มีฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง บางครั้งมีลูกเห็บ หากตกต่อเนื่องหลายชั่วโมง อาจเกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน อาจ เกิดพายุลมหมุนหรือ พายุงวงช้างมีลมแรงมาก ทำความเสียหายบริเวณที่เคลื่อนผ่าน
สภาวะอากาศก่อน/ขณะ/หลังของพายุฝนฟ้าคะนอง (ช่วง เดือนมีนาคม-พฤษภาคม)
ก่อนเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง
                อากาศร้อนอบอ้าว
                ลมสงบ หรือลมสงบ
                ความชื้นในอากาศสูง จนรู้สึกเหนียวตามร่างกาย
                เมฆก่อตัวเป็นรูปทั่งสีเทาเข้ม ยอดเมฆสูงกว่า 10 กม.ขณะเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง
                ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง และฟ้าผ่า ลมกระโชกแรง
                ฝนตกหนักถึงหนักมาก บางครั้งมีลุกเห็บหลังเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง
                พายุสลายไปแล้วอาก าศจะเย็นลง รู้สึกสดชื่นขึ้น ท้องฟ้าแจ่มใส

การป้องกันพายุฝนฟ้าคะนอง
                * ติดตามสภาวะอากาศ ฟังคำเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยา
                * สอบถาม แจ้งสภาวะอากาศร้าย โทร 053-277919 ตลอด 24 ชั่วโมง
                * ติดตั้งสายล่อฟ้าสำหรับอาคารสูงๆ
                * ปลูกสร้าง ซ่อมแซม อาคารให้แข็งแรง เตรียมป้องกันภัยให้สัตว์เลี้ยงและพืชผลการเกษตร
                * ไม่ใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด ขณะมีฟ้าคะนอง
                * ไม่ใส่เครื่องประดับโลหะ และอยู่กลางแจ้ง ขณะมีฝนฟ้าคะนอง




คลื่นพายุซัดฝั่ง ภัยธรรมชาติซึ่งเกิดจากพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนที่เข้าหาฝั่ง ความสูงของคลื่นขึ้นกับความแรงของพายุ

แผ่นดินไหว ภัยธรรมชาติซึ่งเกิดจากการปลดปล่อยพลังงานใต้พิภพ ทำให้เกิดภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินเลื่อน ถล่ม และเกิดจากมนุษย์ เช่นระเบิดนิวเคลียร์ ภาคเหนือส่วนมากจะเกิดแผ่นดินไหวขนาด 3-4 ริกเตอร์ และเคยเกิดขนาดใหญ่สุดที่บันทึกได้ 5.6 ริกเตอร์ ที่ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก วันที่ 17 ก.พ.2518


ขนาดแผ่นดินไหว
ผลกระทบ
จำนวนครั้ง/ปี
ริกเตอร์
รัศมีและความลึกไม่เกิน 100 กม.
รอบโลก
3.5-4.2
บางคนรู้สึกสั้นสะเทือน
30000
4.3-4.8
หลายคนรู้สึกสั่นสะเทือน
4800
4.9-5.4
เกือบทุกคนรู้สึกสั่นสะเทือน
1400
5.5-6.1
อาคารเสียหายเล็กน้อย
500
6.2-6.9
อาคารเสียหายปานกลาง
100
7.0-7.3
อาคารเสียหายรุนแรง
15
ตั้งแต่ 7.4
อาคารเสียหายรุนแรง
4


ข้อควรปฏิบัติ ก่อน/ขณะ/หลัง เกิดแผ่นดินไหวอันเกิดแผ่นดินไหว
               
เตรียมอุปกรณ์ปฐมพยาบาล อุปโภค บริโภค กรณีฉุกเฉิน
                เตรียมพร้อม สมาชิกในครอบครัว วางแผนอพยพหากจำเป็น
                ไม่วางของหนักบนชั้นสูงๆ ยึดตู้หนักไว้กับผนังห้องขณะเกิดแผ่นดินไหว
                อยู่ในอาคารสูง ควบคุมสติ หลบใต้โต๊ะแข็งแรง ไม่วิ่งลงกระได ลงลิฟต์
                ขับรถให้หยุดรถ ควบคุมสติ อยู่ภายในรถจนการสั่นสะเทือนหยุดลง
                อยู่นอกอาคาร ห่างจากอาคารสูง กำแพง เสาไฟฟ้า ไปอยู่ที่โล่งแจ้งหลังเกิดแผ่นดินไหว
                ออกจากอาคารสูง รถยนต์ สำรวจผู้ประสบภัย ตรวจสอบความเสียหาย
                ปฐมพยาบาลผู้ได้รับบาดเจ็บ ส่งแพทย์หากเจ็บหนัก
                ยกสะพานไฟ อยู่ห่างจากสายไฟที่ไม่อยู่กับที่ ซ่อมแซมสิ่งที่สึกหรอทันที


แผ่นดินถล่ม การเกิดดินถล่ม เป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ป้องกันได้ยากแต่เราก็สามารถลดปัจจัยความเสี่ยงได้ ถ้าเรามีการเตรียมพร้อมเฝ้าระวังที่ดีแล้ว จะลดความเสียหายได้แน่นอน

การสังเกตก่อนเกิดดินถล่ม
                - น้ำในลำห้วยขุ่นมาก หรือมีสีแดงขุ่นแสดงว่าจะมีตะกอนไหลมาตามลาดเขา
                - เวลาฝนตกนาน ๆ จะมีเสียงดังเหมือนตอนมีน้ำป่ามา ต้นไม้ล้มหรือก้อนหินกลิ้งดังครืน ๆ ถ้ามีเสียงนั้นจริง ๆ แสดงว่าดินจะถล่มลงมา
                - บ้านที่อยู่ในที่ราบเชิงเขาอาจจะเกิดดินถล่มจากภูเขาลงมาทำความเสียหายแก่บ้านเรือนได้
สาเหตุการเกิดดินถล่ม
                - ฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันหรือดินบนลาดเขาเป็นดินร่วนและมีความลาดชัน มาก ๆ
                - การทำไร่เลื่อนลอยบนภูเขา ทำให้สภาพดินต้องไป เมื่อฝนตกหนักนาน ๆ ดินบนภูเขานั้นอิ่มน้ำและไถลลงมาตามลาดเขานำเอาตะกอนดิน, ก้อนหิน, ซากไม้ล้มลง มาด้วย

ข้อควรปฏิบัติเมื่อเกิดดินถล่ม
                - ถ้าฝนตกหนักแบบไม่หยุดติดต่อกันหลายวัน ดินบนภูเขาอาจถล่ม ต้องเฝ้าระวังกันให้ดี โดยให้อพยพ หรือให้หนีไปที่สูง ๆ และต้องรีบแจ้งต่อ ๆ ให้รู้ทั่วกันโดยเร็ว
                - ถ้าพลัดตกไปในกระแสน้ำห้ามว่ายน้ำหนีเป็นอันขาด เพราะจะโดนซากต้นไม้ ก้อนหินที่ไหลมากับโคลนกระแทกจนถึงตายได้
                - ให้หาต้นไม้ใหญ่ที่ใกล้ที่สุดเกาะเอาไว้แล้วปีนหนีน้ำให้ได้

ข้อควรปฏิบัติหลังน้ำลด
               
- อย่าปลูกบ้านหรือสิ่งก่อสร้างขวางทางน้ำหรือใกล้ลำห้วยมากเกินไป
                - ช่วยกันร่วมมือร่วมแรงอย่าตัดไม้ทำลายป่า
                - ปลูกต้นไม้เพิ่มไว้ช่วยซับน้ำ
                - ช่วยกันปลูกป่าบริเวณที่ถูกทำลายและป้องกันไม่ให้ตัดไม้ทำลายป่าซึ่งทุก ๆ คนต้องมีส่วนร่วมในการดูแลและเฝ้าระวัง
                - จัดเวรยามเพื่อเดินตรวจตาดูสถานการณ์รอบ ๆ หมู่บ้านเมื่อมีสิ่งผิดปกติยามค่ำคืน
- ติดตามฟังข่าวพยากรณ์อากาศ เพื่อทราบสภาพสถานีการณ์ของภาวะฝนตกหนักหรือน้ำป่าไหลหลาก




ไฟป่า ภัยธรรมชาติซึ่งเกิดจากมนุษย์เป็นส่วนมาก ได้แก่การเผาหาของป่า เผาทำไร่เลื่อนลอย เผากำจัดวัชพืช ส่วนน้อยที่เกิดจากการเสียดสีของต้นไม้แห้ง ปลายเดือนกุมภาพันธ์-ต้นพฤษภาคม ทำให้เกิดมลพิษในอากาศมากขึ้น ผงฝุ่น ควันไฟกระจายในอากาศทั่วไป ไม่สามารถลอยขึ้นเบื้องบนได้ มองเห็นไม่จัดเจน สุขภาพเสื่อม พืชผลการเกษตรด้อยคุณภาพ แหล่งทรัพยากรลดลง

การป้องกันไฟป่า
                * ติดตามสภาวะอากาศ ฟังคำเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยา
                * สอบถาม แจ้งสภาวะอากาศร้าย โทร 053-277919   ตลอด 24 ชั่วโมง
                * ดับไฟ บุหรี่ ธูป เทียน กองไฟให้ความอบอุ่น ทุกครั้ง ในบ้านหรือกลางแจ้ง
                * ตัดแต่งกิ่งไม้ ให้ห่างจากเสาไฟฟ้า หมั่นตรวจสอบคุณภาพอุปกรณ์ฟ้า
                * ติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิงฉุกเฉินประจำอาคาร
                * เก็บวัสดุ อุปกรณ์ไวไฟ สารเคมี ให้อยู่ในที่ปลอดภัย
                * ซักซ้อม วางแผนหนีไฟ และเตรียมพร้อมเสมอ


ประเภท เครื่องดนตรีสากล



ประเภทของเครื่องดนตรีสากล
                 “เครื่องดนตรีพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายไว้ว่า เป็นเครื่องบรรเลงซึ่งมีเสียงดัง ทำให้รู้สึกเพลิดเพลิน หรือเกิดอารมณ์รัก โศก และรื่นเริงได้ตามทำนองเพลง

ประเภทของเครื่องดนตรีสากล
เครื่องดนตรีสากล ในปัจจุบันนิยมแบ่งเป็นกลุ่มต่าง ๆ ดังนี้
1. กลุ่มเครื่องสาย (String Instruments)
                1.1 เครื่องสายประเภทใช้คันสี ในกลุ่มนี้ประกอบด้วย ไวโอลีน (Violin) วิโอลา (Viola) เซลโล (Cello) และดับเบิลเบส (Double Bass)
                1.2 เครื่องสายประเภทเครื่องดีด (Plucked String) ในกลุ่มนี้ประกอบด้วย ฮาร์พ Harp)ลูท (Lute) กีต้าร์(Guitar) แมนโดลิน (Mandolin) และ แบบโจ Banjo)

                เครื่องดนตรีสากลประเภทเครื่องสาย



                1. ไวโอลิน คือ เครื่องดนตรีที่กำเนิดเสียงในระดับสูงมีทั้งหมด 4 ชนิด คือ ไวโอลิน วิโอลา เชโล และดับเบิลเบส เครื่องดนตรีในตระกูลไวโอลิน คือ เครื่องดนตรีหลักที่ใช้ในวงออร์เคสตร้า ลำตัวไวโอลินทำด้วยไม้ มี 4 สาย ตั้งเสียงต่างกันในระดับคู่ 5 (G , D , A และ E) ปกติจะเล่นโดยใช้คันชักสีที่สายให้สั่นสะเทือน แต่บางครั้งก็จะใช้นิ้วดีด เพื่อให้เกิดเสียงสั่น ไวโอลินจะต้องวางบนไหล่ข้างซ้ายของผู้เล่น แล้วใช้คางหนีบไว้ไม่ให้เคลื่อนที่ มือขวาของผู้เล่นใช้สีสายไวโอลินด้วยคันชัก โดยทั่ว ๆ ไปคันชักจะทำด้วยหางม้า





                2. กีตาร์ (Guitar) กีตาร์ คือ เครื่องดนตรีประเภทเครื่องสาย เล่นโดยวิธีการดีด เกี่ยว ดึง หรือ กรีด ลงบนสายกีตาร์ อาจใช้นิ้ว หรือ เพล็คทรัมก็ได้ กล่องเสียงของกีตาร์มีลักษณะคล้ายไวโอลินขนาดใหญ่ คอยาว มีเฟลทโลหะคั่นอยู่ มี 6 สาย และมีหมุดยึดสายที่ปลายคอกีตาร์ สายชองกีตาร์มีทั้งที่ทำด้วยโลหะเเละไนล่อน

2. กลุ่มเครื่องลมไม้ (Wood Wind Instruments)
                เครื่องดนตรีกลุ่มเครื่องลมไม้ยังแบ่งได้อย่างกว้าง ๆ เป็น 2 ประเภทคือประเภทเป่าลมเข้าไปในรูเป่า(Blowing into a tube) และประเภทเป่าลมให้ผ่านลิ้นของเครื่องดนตรี (Blowing through a reed) เครื่องลมไม้ประเภทขลุ่ย ยังแบ่งตามลักษณะของการเป่าได้ 2 ประเภทคือ ประเภทเป่าตรงปลาย เช่น ขลุ่ยเรคคอร์เดอร์ ประเภทเป่าด้านข้าง เช่น ฟลูต และปิคโคโล
         2.1 เครื่องดนตรีประเภทปี่ลิ้นคู่ (Double reed) ได้แก่ โอโบ (Oboe) คอร์ แองเกลส์ (Cor Anglais or English horn) บาสซูน (Bassoon) และคอนทราบาสซูนหรือดับเบิลบาสซูน (Contra Bassoon or Double Bassoon)
         2.2 เครื่องดนตรีประเภทปี่ลิ้นเดียว (Single Reed) ประกอบด้วย  คลาริเนต (Clarinet) เบส คลาริเนต (Bass Clarinet) และ) แซกโซโฟน (Saxophone)

               






                เครื่องดนตรีสากลประเภทเครื่องลมไม้






                1. คลาริเนต เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องลมไม้ ใช้ลิ้นเดียว ปี่คลาริเนตในระดับเสียงบีแฟล็ตได้ถูกใช้เป็นตัวแทนเมื่อมีการกล่าวถึงปี่ คลาริเนตเสมอ คลาริเนตมีใช้อยู่หลายชนิด เช่น บีแฟล็ต คลาริเนต เบส คลาริเนต อีแฟล็ต คลาริเนต เป็นต้น ลำตัวปี่ คลาริเนตทำด้วยโลหะและไม้ หรือบางครั้งก็ทำด้วยยางหรือพลาสติก ลำตัวปี่กลวง เปลี่ยนระดับเสียงโดยใช้นิ้วและคีย์โลหะบุนวมปิดเกิดรู ปี่ คลาริเนตมีรูปร่างคล้ายกับปี่โอโบ แตกต่างกันที่ปากเป่า (กำพวด)คุณภาพเสียงของปี่ คลาริเนต มีช่วงเสียงกว้างและทุ้มลึกมีนิ้วพิเศษที่ทำเสียงได้สูงมากเป็นพิเศษ



                2. แซ็กโซโฟน ใช้กำพวดที่มีลิ้นเดียว เหมือนอย่างปี่คลาริเนตแต่ลำตัวจะเป็นทรงกรวยเหมือนโอโบ ลำตัวทำด้วยโลหะเหมือนเครื่องทองเหลือง ปากลำโพงเค้งงอย้อนขึ้นมา แซ็กโซโฟนขนาดเล็กให้เสียงสูง ขนาดใหญ่ให้เสียงต่ำ เสียงของ แซ็กโซโฟนเป็นลักษณะผสมผสานมีทั้งความพลิ้วไหว ความกลมกล่อมและความเข้มแข็งปะปนกัน






                3. ฟลุท คือ ขลุ่ยชนิดหนึ่งเป็นเครื่องดนตรีอยู่ในกลุ่มเครื่องลมไม้ ฟลุทมีท่อกลวงเกิดเสียงโดยการเป่าลมผ่านส่วนปากเป่า ผู้เล่นต้องถือฟลุทให้ขนานกับพื้น ฟลุทในระยะแรกทำด้วยไม้ ปัจจุบันฟลุททำด้วยโลหะผสม คุณภาพเสียงของฟลุทในระดับสูงมีเสียงแจ่มใสเป่าเสียงในระดับสูงได้ดี เสียงในระดับต่ำมีความนุ่มนวล เหมาะสำหรับใช้บรรเลงเดี่ยวบรรเลงทำนองหลักของบทเพลง และบรรเลงทำนองสอดแทรกต่าง ๆ ในระดับเสียงสูง



                4. ปิคโคโล คือ เครื่องดนตรีในกลุ่มเครื่องลมไม้ เป็นเครื่องดนตรีในตระกูลฟลุท วิธีการเป่าจึงเหมือนกับการเป่าฟลุท ปิคโคโลมีระดับเสียงสูงกว่าฟลุทอยู่ 1ช่วงคู่แปด มีขนาดเล็กกว่าฟลุท 4 เท่า จึงทำให้มีคุณภาพเสียงที่สดใสและแหลมมาก เสียงในระดับต่ำของปิคโคโลจะดังไม่ชัดเจน ปิคโคโลจึงเหมาะที่จะใช้ในการเล่นในระดับเสียงกลางและเสียงสูงมากกว่าใน ระดับเสียงต่ำ







3. กลุ่มเครื่องเป่าประเภทโลหะ หรือเครื่องเป่าทองเหลือง (Brass Wind Instruments)
                 ประกอบด้วย เฟรนช์ฮอร์น (France horn) ทอมโบน (Trombone)
ทรัมเปต  (Trumpet)คอร์เนต (Cornet) ฟลูเกิลฮอร์น (Flugelhorn) ยูโฟเนียม (Euphonium) ทูบา (Tuba) และ ซูซาโฟน (Sousaphone)

เครื่องดนตรีสากลประเภทเครื่องลมทองเหลือง



                1. ทรัมเป็ท คือ เครื่องดนตรีที่จัดอยู่ในประเภทเครื่องลมทองเหลืองกำพวดสำหรับเป่ามีลักษณะ เป็นท่อโลหะบานตรงปลาย คล้ายรูปถ้วย ท่อลมทรัมเป็ทด้านปลายท่อ บานออกเป็นลำโพง เพื่อขยายเสียงให้ดัง ทรัมเป็ทมีลูกสูบ 3ลูกสูบสำหรับเปลี่ยนความสั้นยาวของท่อลม เพื่อเปลี่ยนระดับเสียงดนตรีที่เกิดขึ้น บางครั้งกดเดียง 1 นิ้ว บางครั้ง 2 นิ้ว หรือ 3 นิ้วพร้อมกันเป่าโดยเม้มริมฝีปาก แล้วทำให้ริมฝีปากสั่นสะเทือนในกำพวด เสียงของทรัมเป็ทเป็นเสียงที่มีพังและดังเจิดจ้า ในบทเพลงต่าง ๆ








                2. ทูบา คือเครื่องดนตรีประเภทเครื่องลมทองเหลืองที่มีระดับเสียงต่ำสุด เครื่องเป่าทองเหลืองที่มีระดับเสียงต่ำเช่นเดียวกับทูบามีอีกจำนวนหนึ่ง เช่น บาริโทน ยูโฟเนียม และซูซาโฟน ทูบามีพัฒนาการมาจากการเป่าเขาสัตว์และการเป่าสังข์ ท่อลมของทูบามีลักษณะค่อย ๆ บานออก ส่วนตรงปลายท่อ บานเป็นลำโพง กำพวดเป็นโลหะรูปถ้วย มีลูกสูบ 3 หรือ 4 ลูกสูบ ทูบามีทั้งในระดับเสียงอีแฟล็ต และบีแฟล็ต




                3. ยูโฟเนียม คือ เครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่าทองเหลือง ลักษณะเสียงของยูโฟเนียมจะนุ่มนวล ทุ้มลึก และมีความหนักแน่นมาก สามารถเล่นในระดับเสียงต่ำได้ดี บางครั้งนำไปใช้ในวงออร์เคสตร้าแทนทูบา คำว่ายูโฟเนียมมาจากภาษากรีกหมายถึง เสียงดีลักษณะทั่วไปของยูโฟเนียมเหมือนกับเครื่องเป่าทองเหลืองทั่วไป จะมีลูกสูบ 3 – 4 ลูกสูบมีกำพวดเป็นรูปถ้วย ท่อลมกลวงบานปลายเป็นลำโพงเสียง มีเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งชื่อ บาริโทนมีเสียงใกล้เคียงกับยูโฟเนียม แต่ท่อลมมีขนาดเล็กกว่า เสียงของบาริโทนจะมีความห้าวมากกว่ายูโฟเนียม พบว่าบ่อยครั้งที่มีการเรียกชื่อสลับกันระหว่างยูโฟเนียมและบาริโทน






                4. ทรอมโบน คือ เครื่องลมทองเหลือง มีคันชักโค้งเป็นรูปตัวยู สำหรับเปลี่ยนความสั้นยาวของท่อลม ตำแหน่งของการเลื่อนคันชักจะมีอยู่ทั้งหมด 7 ตำแหน่ง ให้ระดับเสียงดนตรีต่างกันออกไป ท่อลมกลวงทรงกระบอก ปลายท่อบานออกเป็นลำโพง เป่าโดยใช้กำพวดเป็นรูปถ้วย

4. กลุ่มเครื่องกระทบหรือเครื่องตีประกอบจังหวะ (Percussion Instruments)
        4.1 เครื่องดนตรีมีระดับเสียงแน่นอน ได้แก่ ระฆังราว (Tubular Bells) มาริมบา (Marimba) ไซโลโฟน (Xylophone) และ ไวปราโฟน (Vibraphone)
        4.2 เครื่องดนตรีมีระดับเสียงไม่แน่นอน ประกอบด้วย ฉาบ (Cymbals) ไทรแองเกิล หรือ กิ่ง (Triangle) มาราคัส (Maracas) คาบาซา (Cabaza) กลองใหญ่ (Bass drum) กลองเล็ก (Snare drum) กลองทิมปานี (Timpani) กลองชุด (Drum set) คองก้า(Conga) กลองบองโก (Bongos) แทมบูรีน(Tambourine) และ คาวเบลส์ (Cowbells)

เครื่องดนตรีสากลประเภทเครื่องตีกระทบ


                1. กลองใหญ่ คือ เครื่องตีกระทบ มี 2 หน้า ขึงด้วยหนังกลอง กลองใหญ่ที่ใช้ในวงออร์เคสตร้าจะมีขนาดใหญ่ที่สุดกว่า 32 นิ้ว ถ้าใช้ในวงโยธวาทิตจะมีขนาดตั้งแต่ 20-32นิ้ว ตีด้วยไม้ตี ปลายไม้ข้างหนึ่งทำเป็นปมไว้สำหรับใช้ตีกระทบกับหนังกลองปมนั้นอาจหุ้มด้วย สักหลาด ไม้ก๊อก ผ้านวม หรือ ฟองน้ำ เสียงกลองตีเน้นย้ำจังหวะเพื่อให้เกิดความหนักแน่น หรือ อาจจะใช้รัวเพื่อให้เกิดความตื่นเต้น รัวเพื่อสร้างจุดสนใจในบทเพลงเพิ่มขึ้นก็ได้


                2. กลองเล็ก คือ เครื่องตีกระทบ มี 2 หน้า ขึงด้วยหนังกลอง ลักษณะเฉพาะ คือ หนังกลองด้านล่างต้องคาดไว้ด้วยสายสะแนร์มีทั้งที่ทำด้วยไนล่อนและทำด้วย เส้นลวดโลหะ กลองเล็กมีหลายชื่อ เช่น Snare Drum และ Side Drum และ มีขาตั้งรองรับตัวกลองใช้เป็นส่วนหนึ่งของกลองชุด หรือนำมาใช้บรรเลงประกอบจังหวะสำหรับวงออร์เคสตร้าหรือวงอื่นๆที่นั่งบรรเลง สำหรับวงโยธวาทิตและแตรวง มีตัวยึดกลองทำด้วยโลหะคล้องยึดไว้กับลำตัวของผู้ตี กลองจะอยู่ด้านหน้าของผู้ตีใช้สำหรับดรียกกลองเล็กที่ผู้ตีต้องใช้สายสะพาย คล้องกลองไว้ข้างลำตัว ตะขอที่อยู่ติดกับขอบกลองใช้คล้องเกี่ยวกับตัวกลองไว้กับสายสะพาย ขอบกลองด้านบนอยู่ในระดับเดียวกับเอวชองผู้ตี ตัวกลองอยู่ในลักษณะเฉียงกับสำตัวของผู้ตี



3. กลองทิมปานี เป็นกลองที่มีลักษณะเหมือนกระทะหรือกาต้มน้ำ จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Kettle Drum ตัวกลองทำด้วยทองแดง ตั้งอยู่บนขาหยั่ง กลองทิมปานีมีระดับเสียงแน่นอน เทียบเท่ากับเสียงเบส มีกระเดื่องเหยียบเพื่อเปลี่ยนระดับเสียงตามต้องการในการบรรเบงต้องใช้อย่าง น้อย 2 ใบ เสียงของกลองแสดงอำนาจ ทำให้ความยิ่งใหญ่ ตื่นเต้นเร้าใจ




                4. กลองบองโก เป็นกลองคู่ จะต้องมี 2 ใบเสมอ เล็ก 1 ใบ ใหญ่ 1 ใบ ระดับเสียงของกลอง 2 ใบ ตั้งให้ห่างกันในระดับคู่ 4 หรือ คู่ 5 โดยประมาณ หนังกลองบองโกต้องตั้งให้ตึงกว่ากลองคองกา ตัวกลองติดตั้งอุปกรณ์ ยึดติดให้อยู่คู่กัน ขณะที่ตีกลอง ผู้ตีจะต้องหนีบกลองทั้ง 2 ใบให้อยู่ระหว่างขาทั้งสองข้างหนีบไว้ด้วยหัวเข่า หรือวางไว้บนขาตั้งโลหะก็ได้ กลองบองโกต้องตีด้วยปลายนิ้วมือ และฝ่ามือ เช่นเดียวกับกลองคองกา

               
                5. แทมบูริน เป็นเครื่องตีกระทบ ประกอบชิ้นด้วยขอบกลม เหมือนขอบกลองขนาดเล็กประมาณ 10 นิ้ว ขอบทำด้วยไม้พลาสติก หรือโลหะ รอบ ๆ ขอบติดด้วยแผ่นโลหะประกบกัน 2 แผ่น หรือติดด้วยลูกกระพรวนเป็นระยะ ใช้การตีกระทบกับฝ่ามือหรือสั่นเขย่าให้เกิดเสียงดังกรุ๋งกริ๋ง เพื่อประกอบจังกวะให้เกิดความสนุกสนาน สดชื่น แทมบูรินบางชนิดจะขึงด้วยหนังเหมือนกลอง 1 ด้านใช้ฝ่ามือตีที่หนัง



                 6. ฉาบ คือ เครื่องดนตรีกระทบ มีหลายลักษณะ บางชนิดใช้ตีคู่ให้เกิดเสียง ผู้ตีต้องลอดมือเข้าไปที่หูร้อยฉาบซึ่งทำสายหนังแบฝ่ามือให้ประกบแนบกับฝา ฉาบตรงส่วนนูนกลางฉาบ แล้วตีกระทบฝาฉาบด้วยมือทั้งสองข้างฉาบบางชนิดจะใช้เพียงข้างเดียวตีด้วยไม้ ตีฉาบประเภทนี้ต้องติดตั้งบนขาตั้ง เช่น ฉาบที่ใช้สำหรับกลองชุด เป็นต้น ฉาบมีหลายขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางมากจะทำให้เกิดเสียงดังและความก้องกังวานมาก ขึ้น


                7. โซโลโฟน คือ เครื่องดนตรีกระทบทีร่มีระดับเสียงแน่นอน เป็นระนาดไม้ขนาดเล็กของดนตรนีตะวันตก ลักษณะทั่วไปจะคล้ายกับมาริมบา หรือ ไวบราโฟน แต่ขนาดเล็กกว่า ลูกระนาดทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ใต้ลูกระนาดมีท่อโลหะติดอยู่ เพื่อเป้นตัวขยายเสียง

5. กลุ่มเครื่องคีย์บอร์ด (Keyboard Instruments)
                ประกอบด้วย ) เปียโน (Piano)ออร์แกน (Organ) ฮาร์ปสิคอร์ด (Harpsichord) คลาวิคอร์ด (Clavichord) และแอกคอร์เดียน (Accordion)




เครื่องดนตรีสากลประเภทเครื่องลิ่มนิ้ว



                1. เปียโน เป็นเครื่องดนตรีประเภทคีย์บอร์ด เกิดเสียงโดยการกดคีย์ที่ต้องการ แล้วคีย์นั้นจะส่งแรงไปที่กลไกต่างๆภายในเครื่อง เพื่อที่จะทำให้สายโลหะที่ขึงตึงสั่นสะเทือนทำให้เกิดเสียงดังขึ้น สายเสียงจะถูกตีด้วยค้อน ซึ่งเชื่อมโยงไปยังคีย์ที่กด โดยผ่านเครื่องกลไกที่ซับซ้อนที่เรียกว่า แอ็คชั่น แต่เดิมเปัยโนมีชื่อเรียกว่า เปียโนฟอร์เต ทั้งนี้เพราะ เปียโนสามารถบรรเลงด้วยเสียงเบาและเสียงดังได้อย่างเด่นชัด



                2. ออร์แกน เป็นเครื่องดนตรีคีย์บอร์ดประเภทใช้ลม เมื่อมีลมเป่าผ่านท่อทำให้เกิดเสียงท่อละหนึ่งเสียง ออร์แกนมีแผงคีย์สำหรับกดด้วยนิ้วและแผงคีย์เหยียบด้วยเท้าแผงคีย์ที่กดเล่น ด้วยมือเรียกว่า แมนนวล แผงคีย์ที่เหยียบด้วยเท้า เรียกว่า เพดดัล การบังคับกลุ่มท่อต่างๆซึ่งจะดไว้เป็นพวกเดียวกันทำได้โดยการใช้ปุ่มกด หรือดันยกขึ้นลง ที่เรียกว่า สต็อป ออร์แกนขนาดใหญ่จะมีกลุ่มท่อเปลี่ยนเสียงที่เรียกว่า รีจีสเตอร์ เป็นจำนวนมากเพื่อใช้สร้างสีสันแห่งเสียงได้หลากหลาย ออร์แกนสมัยใหม่ใช้ไฟฟ้าบังคับแกนลมซึ่งตามแบบดั้งเดิมนั้นลมที่ใช้ก็เกิด จากการอัดลมด้วยเท้าของผู้เล่นหรือไม่ก็มีผู้ช่วยอัดลมแทนให้

ปัญหาทรัพยากรแร่ แร่ธาตุ



ปัญหาทรัพยากรแร่

แร่ธาตุเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่จัดอยู่ในประเภทใช้แล้วสิ้นเปลือง หรือหมดไป คือเมื่อนำมาใช้แล้วจะค่อย ๆ หมดไป บางชนิดเมื่อใช้แล้วสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีกเช่น แร่โลหะต่าง ๆ แร่ธาตุบางอย่างหมดไปพร้อม ๆ กับการใช้ เช่นถ่านหิน ปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ แร่ธาตุต่าง ๆ จะปรากฏอยู่ภายใต้พื้นผิวของเปลือกโลก แต่ส่วนใหญ่ ่ไม่ได้กระจายอยู่ทั่วไป ทุกหนทุกแห่งบนพื้นโลกเหมือน ทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ แต่จะปรากฏเฉพาะบริเวณเท่านั้น ทำให้แต่ละพื้นที่แต่ละประเทศมีแร่ธาตุไม่เหมือนกัน เช่น ประเทศไทยมีแร่ดีบุกอุดมสมบูรณ์ กลุ่มประเทศ ผู้ส่งน้ำมันออกจำหน่าย ( OPEC ) จะมีน้ำมันอยู่เป็นจำนวนมาก เป็นต้น ประเภทของแร่ธาตุ แร่ธาตุสามารถจำแนกออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ (ราตรี ภารา, 2538)
   1. กลุ่มแร่โลหะ
       ( Metalliferous Mineral )
    2. กลุ่มแร่อโลหะ
        ( Non - Metalliferous Mineral )
    3. แร่พลังงาน
        ( Energy Mineral )



ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมืองแร่
                โดยทั่วไปการทำเหมืองแร่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 2 ประการ ดังนี้
                1. ผลกระทบที่เกิดจากตัวแร่ (Indigenous effects)
ปกติแล้วแร่ธาตุต่าง ๆ ที่นำมาใช้ประโยชน์จะอยู่ภายใต้เปลือกโลกในรูปของสารประกอบ เมื่อมีการทำเหมืองแร่เพื่อนำแร่ธาตุต่าง ๆ มาใช้ ในสายแร่บางชนิด เช่น ตะกั่ว สังกะสี มังกานีส โครเมี่ยม ขณะที่ทำการขุดแร่เหล่านี้อาจปะปนลงในแหล่งน้ำในแหล่งดิน ซึ่งพืชที่กำลังเจริญเติบโตอยู่นั้นเกิดการสะสมแร่ธาตุดังกล่าว จนสามารถถ่ายทอดมายังคนโดยตรงหรือการห่วงโซ่อาหาร เช่น การทำเหมืองแร่ปรอท ทำให้คนงานและสิ่งมีชีวิตในบริเวณเหมืองและพื้นที่ใกล้เคียงได้รับสารพิษไป ด้วย
                2. ผลกระทบที่เกิดจากการดำเนินการ ( Operation effects )
เหมืองแร่ทุกชนิดทุกประเภทจะก่อให้เกิดผล กระทบต่อวิ่งแวดล้อมอันมีสาเหตุมาจากการดำเนินการ เช่น การเปิดหน้าดินก่อให้เกิดการชะล้างและพังทลาย น้ำขุ่นข้นในทะเลบริเวณใกล้เคียงกับการขุดแร่ในทะเล เป็นต้น การทำเหมืองแร่จึงเป็นอุปสรรคสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรอื่น เนื่องจากมีผลกระทบต่อทรัพยากรต่อไปนี้
ทรัพยากรดิน การทำเหมือง แร่จำเป็นต้องมีการขุดระเบิดหรือฉีดน้ำ เพื่อนำแร่ซึ่งมักอยู่ใต้ดินออกมา ดินที่เกิดจากการทำเหมืองแร่จะไหลลงไปพร้อมกับน้ำลงสู่แม่น้ำลำคลอง ทำให้ดินเกิดความสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ ดินที่ผ่านการทำเหมืองแร่แล้ว จึงขาดความอุดมสมบูรณ์อย่างเด่นชัด นอกจากนี้พื้นที่ที่ผ่านการทำเหมืองแล้วจะเป็นหลุม เป็นบ่อ ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ ทรัพยากรน้ำ และสัตว์น้ำ เนื่อง จากน้ำขุ่นข้นจากการฉีดน้ำแยกแร่ออกจากดินหรือโคลน เกิดจากการแพร่กระจายออกไป หากเป็นพื้นที่ในทะเลตะกอนขุ่นข้นจะกระจายไปตามอิทธิพลของกระแสน้ำ คลื่น และลม ซึ่งยากแก่การควบคุม ทำให้คุณภาพของน้ำทะเลเสียหาย นอกจากนี้ยังทำน้ำน้ำธรรมชาติเกิดการตื้นเขินมีผลต่อสัตว์น้ำ คือ ทำลายแหล่งวางไข่ แหล่งอาหาร ที่อยู่อาศัย
ทรัพยากรป่าไม้ การทำลาย ทรัพยากรป่าไม้ เพื่อความสะดวกคล่องตัว ตั้งแต่สำรวจจนกระทั่งขุดเจาะได้แล้วนำไปส่งยังผู้รับซื้อ ป่าจะถูกถากถางเพื่อการสำรวจ เมื่อพบแร่แล้วป่าจะถูกทำลายอย่างถาวร ทรัพยากรอากาศ การทำเหมือง แร่โดยเฉพาะเหมืองบนบกจะต้องมีการระเบิด ทุบ บด หรือป่นหิน การขนส่งเลียงลำเลียงแร่จากเหมืองแร่ทำให้เกิดฝุ่นละอองมาก ฝุ่นเหล่านี้กระจายและถูกพัดพาไปในอากาศ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อมนุษย์ สัตว์ และพืชที่อยู่ใกล้เคียงได้





สาเหตุการเกิดภาษาถิ่น
         สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาษาถิ่นต่าง ๆ หรือภาษาถิ่นย่อยมานั้น เรืองเดช ปันเขื่อนขัตย์ ได้ให้เหตุผลใหญ่ ๆ อยู่ 3 ประการคือ

1. ภูมิศาสตร์อยู่คนละท้องถิ่น
         ขาดการไปมาหาสู่ซึ่งกันและกันเป็นเวลานาน หลายชั่วอายุคน ถ้าต่างถิ่นต่างไม่ไปมาหาสู่กันเป็นเวลานาน ๆ ทำให้กลุ่มชนชาติไทยรวมทั้งภาษาของกลุ่มเขาเปลี่ยนแปลงไปกลายเป็นภาษาถิ่นอื่น ๆ ซึ่งไม่เหมือนกันกับภาษาดั้งเดิมในที่สุด

2. กาลเวลาที่ผ่านไปจากสมัยหนึ่งไปสู่อีกสมัยหนึ่ง
         ทำให้ภาษาเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาและตามเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เปลี่ยนไป กล่าวคือ มีการเปลี่ยนแปลง คำศัพท์ที่เรียกยากกว่าไปเรียกคำศัพท์ที่เรียกง่ายกว่ากะทัดรัดกว่า

3. อิทธิพลของภาษาอื่นที่อยู่ใกล้เคียง
         ซึ่งเป็นชนหมู่มากมีอิทธิพลกว่ามีการยืม คำศัพท์จากภาษาที่มีอิทธิพลกว่า