ปราสาทคุมาโมโตะ Kumamoto Castle
ปราสาทคุมาโมโตะ
ประเทศอย่างญี่ปุ่นนั้บว่ามีความสำคัญเเละเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ที่มาเยือนดินเเดนเเห่งนี้ โดยหนึ่งในสิ่งที่สร้างความประทับใจได้เป็นอย่างดีก็คือ ปราสาทญี่ปุ่น ที่มีความสวยงามเเละเต็มไปด้วยความงดงามของสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นที่มีความลงตัวเป็นอย่างยิ่ง โดยมีปราสาทหลายเเห่งที่กลายเป็นเเหล่งท่องเที่ยวมีชื่อเสียงของประเทศ โดยหนึ่งในนั้นก็คือ ปราสาทคุมาโมโตะ ที่เเสนจะสวยงามเเละมีความเก่าเเก่น่ามาเที่ยวชมเป็นอย่างมาก
Kumamoto Castle ตั้งอยู่ที่เมืองคุมาโมโตะ จังหวัดคุมาโมโตะ ซึ่งอยู่บนเกาะคิวชู เป็นอีกปราสาทที่มีความสวยงามเเละเต็มไปด้วยเรื่องราวเล่าขานมากมาย ถูกสร้างขึ้นมาในปี ค.ศ.1607 โดย คาโต้ คิโยมาสะ ซึ่งได้ดินเเดนปกครองในเเถบนี้หลังจากที่เสร็จสิ้นการศึกที่เซกิงาฮาระ โดยถือว่าปราสาทเเหงนี้ตั้งอยู่บนชัยภูมิที่ดีเป็นอย่างมาก เเละเป็นป้อมปราการที่มีความเเข็งเเกร่งมากอีกเเห่งในญี่ปุ่น โดยตระกูลคาโต้ ครอบครองปราสาทหลังนี้ได้เพียงเเค่ 2 รุ่นเท่านั้น ก็มีเจ้าของคนใหม่คือ โฮโซกาวะ ทาดาโทชิ ในช่วงปี ค.ศ.1632 เเละตระกูลโฮโซกาวะ ก็ปกครองปราสาทเเห่งนี้ยาวนานกว่า 240 ปี จนมาถึงช่วงสมัยเมจิ ปราสาทเเห่งนี้ถูกเผาทำลายในช่วงของสงครามซัสสุมะ ที่เป็นการปิดดำนานยุคสมัยของซามูไรลงอย่างสิ้นเชิง เเต่ก็ยังมีบางส่วนของปราสาทที่ไม่ได้ถูกทำลายลงในครั้งนั้น
สำหรับ ปราสาทคุมาโมโตะ นั้นเป็น1 ใน 3 ของปราสาทญี่ปุ่นที่มีความงดงามมากที่สุดของญี่ปุ่น เเละได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่ในปี ค.ศ.1977 โดยมีการสร้างจนกลายเป็นปราสาทที่มีความงดงามเป็นอย่างยิ่ง โดยมีการเเบ่งปราสาทออกเป็น 3 ส่วน เเละในส่วนของหอคอยปราสาทนั้นมีความสูงกว่า 6 ชั้นด้วยกัน พร้อมกับเเนวกำเเพงหินขนาดใหญ่ที่มีความสวยงามเเละสมบูรณ์เเบบ อีกทั้งบรรดาป้อมปราการก็มีความสวยงามตามเเบบงานสถาปัตยกรรมในสมัยเอโดะได้เป็นอย่างดี ถือว่าเป็นอีกหนึ่งในปราสาทที่มีโครงสร้างใหญ่เเละน่าสนใจ น่ามาเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง
การมาเที่ยวที่ Kumamoto Castle นั้นนักท่องเที่ยวจะได้พบงานทางด้ายสถาปัตยกรรมที่มีความสวยงามเเละยิ่งใหญ่เป็นอย่างยิ่ง โดยมีการก่อสร้างในเเบบใช้สลักเป็นหลัก โดยมีความโดดเด่นด้วยสองหอคอยคู่ที่มีความสูงกว่า 30 เมตรเเละ 16 เมตรตามลำดับ โดยเเต่ละชั้นของส่วนหอคอยจะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดเเสดงเรื่องราวเกี่ยวกับปราสาทเเห่งนี้ ส่วนเมื่อขึ้นมาถึงชั้นบนเเล้วน่ะสามารถชมความสวยงามของทิวทัศน์รอบเมืองคุมาโมโตะ ได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว โดยบรรยากาศโดยรอบนั้นก็นับว่าสวยงามเเละน่ามาเที่ยวชมเป็นอย่างยิ่ง
ส่วนการเดินทางมาเที่ยวที่ ปราสาทคุมาโมโตะ นั้นสามารถใช้บริการของรถไฟสาย Kagoshima Line โดยให้มาลงที่สถานีรถไฟคุมาโมโตะ จากนั้นก็ให้ใช้บริการของรถบัสสาย city bus จาป้ายหน้าสถานีไปลงยังทางเข้าของปราสาทเเห่งนี้
ข้อมูลรูปภาพจาก
http://jcastle.info
ปราสาทคุโบตะ Kubota Castle
ปราสาทคุโบตะ
ญี่ปุ่นนับว่าเป็นดินเเดนที่เต็มไปด้วยสีสันเเละร่ำรวยด้วยวัฒนธรรมเป็นอย่างยิ่ง เเละมีความน่าสนใจในสิ่งเหล่านี้เป็นจำนวนมากที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวชมยังเเหล่งท่องเที่ยวต่างๆ มากมาย โดยอย่างบรรดาปราสาทญี่ปุ่น ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งในเเหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความสนใจจากบรรดานักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่น เเละปราสาทคุโบตะ ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งในปราสาทที่มีความน่าสนใจเเละน่ามาเที่ยวชมเป็นอย่างยิ่ง
Kubota Castle ตั้งอยู่ที่เมืองอาคิตะ ในจังหวัดอาคิตะ เป็นอีกหนึ่งในปราสาทขนาดเล็กที่มีความสวยงามเป็นอย่างยิ่ง สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1603 โดย ซาเตกะ โยชิโนบุ โดยเขาเป็นไดเมียที่เคยปกครองดินเเดนในบริเวณมิโตะ เเต่หลังจากเสร็จศึกที่เซกิงาฮาระเเล้วเขาก็ถูกย้ายให้มาครอบครองดินเเดนบริเวณนี้ด้วย เเละได้สร้างปราสาทเเห่งนี้ขึ้นมา โดยปราสาทเเห่งนี้มีลักษณะที่เเตกต่างจากปราสาทอื่นๆ ตรงที่ไม่มีป้อมปราการหรือ ยากุระเเต่อย่างใด เเละไม่มีส่วนพื้นที่หลักอีกด้วย มีเพียงเเค่หอคอยของปราสาทเท่านั้น ซึ่งปราสาทมิโตะ ที่เขาครอบครองอีกปราสาทก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน กล่าวกันว่าที่เป็นเช่นนี้ เพราะเขาไม่ต้องการเป็นจุดสนใจของรัฐบาลโชกุนตระกูลโทกุกาวะในช่วงเเรกที่จับตาความเคลื่อนไหวของเหล่าไดเมียวอย่างใกล้ชิด จึงสร้างปราสาทที่ไม่มีความโดดเด่นเเละไม่ดูเเข็งเเกร่งให้รู้สึกเป็นภัยคุกคาม ปราสาทเเห่งนี้ถูกไฟไหม้ลงในปี ค.ศ.1880 ซึ่งเป็นช่วงการเปลี่ยนผ่านอำนาจ เเละได้รับการบูรณะใหม่ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีบางส่วนของปราสาทที่ยังคงรอดพ้นเหตุการณ์นั้น และยังคงอยุ่จนถึงทุกวันนี้
โครงสร้างที่สำคัญที่สุดของ ปราสาทคุโบตะ ก็คือในส่วนของหอคอยหลักที่มีความสูงจำนวน 3 ชั้น ได้รับการบูรณะให้มีความสมบูรณ์เเละสวยงามเป็นอย่างยิ่ง เเม้ว่าจะมีขนาดเล็กเเต่ก็ได้รับการตกเเต่งอย่างสวยงามด้วยผนังสีขาว เเละหลังคาสไตล์เอโดะเเท้ โดยเป็นจุดที่โดดเด่นที่สุด นอกจากนี้เเล้วในส่วนของประตูใหญ่ทางเข้าของปราสาทก็เป็นวัสดุจากไม้ที่ได้รับการคัดสรรมาเป็นอย่างดี สวยงามเเละเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์
นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมความสวยงามของ Kubota Castle จะเดินผ่านประตูไม้ทางเข้าที่มีขนาดใหญ่เเละเก่าเเก่ เพราะเป็นส่วนเดียวที่เหลือรอดมาตั้งเเต่ก่อสร้างปราสาทเเห่งนี้ ผ่านทางเดินหินเข้ามายังตัวหอคอยของปราสาท ที่ชั้นล่างมีการจัดเเสดงเรื่องราวของปราสาทเเละมีอาวุธเเละชุดเกราะซามูไรจัดเเสดงเอาไว้อย่างมากมายอีกด้วย เเละการเดินขึ้นไปยังชั้นที่ 3 ของหอคอยนั้นก็จะทำให้สามารถชมวิวทิวทัศน์ของเมืองอาคิตะได้อย่างชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง โดยที่นี่เปิดให้เข้าชมทุกวัน เเละเสียค่าเข้าชมคนละ 100 เยน
การเดินทาง
ส่วนการเดินทางมาเที่ยวที่ ปราสาทคุโบตะ นั้นสามารถใช้บริการของรถไฟสาย Oou Line โดยให้มาลงที่สถานีรถไฟอาคิตะ จากนั้นก็เดินต่อไปเพียงเเค่ 10 นาทีก็จะถึงทางเข้าของปราสาทเเห่งนี้เเล้ว ถือว่าเป็นอีกปราสาทที่น่ามาเที่ยวชมเเละมีการเดินทางที่สะดวกสบายเป็นอย่างมาก
อ้างอิงข้อมูลรูปภาพ
http://jcastle.info/view/Kofu_Castle
วันสตรีสากล
วันสตรีสากล (อังกฤษ: International Women's Day) เดิมเรียก วันสตรีแรงงานสากล (อังกฤษ: International Working Women's Day) มีการเฉลิมฉลองในวันที่ 8 มีนาคมของทุกปี[1] ในแต่ละภูมิภาคความสนใจของการเฉลิมฉลองมีตั้งแต่การเฉลิมฉลองความนับถือ ความซาบซึ้งและความรักต่อหญิงสำหรับความสำเร็จทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมของหญิงทั่วไป เริ่มแรกเป็นงานการเมืองสังคมนิยม แล้ววันหยุดนี้ก็กลืนวัฒนธรรมของหลายประเทศซึ่งส่วนใหญ่ในทวีปยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มตะวันออก ในบางภูมิภาค วันดังกล่าวเสียรสทางการเมือง และกลายเป็นเพียงโอกาสสำหรับบุคคลในการแสดงความรักแก่หญิงในวิธีซึ่งคล้ายการผสมระหว่างวันแม่และวันวาเลนไทน์ ทว่า ในบางภูมิภาค แก่นการเมืองและสิทธิมนุษยชนที่สหประชาชาติกำหนดยังมั่นคงอยู่ และความตระหนักทางการเมืองและสังคมของการต่อสู้ของหญิงทั่วโลกมีการเผยแพร่และพิจารณาด้วยความหวัง บางคนเฉลิมฉลองวันดังกล่าวโดยการสวมริบบิ้นสีม่วง
เนื้อเพลง บักแตงโม คอร์ด
บักแตงโม
A D D
A D D
โอ้ นั้นมันบักแตงโม
โอ้ นั้นมันบักส้มโอ โอ้
นี้คงเป็นบักพร้าวน้ำหอม
A D D
A D D
โอ้ จักมานูนอองตองแท้ โอ้ คือเป็นตามันยกร่องแท้หนอ (ป๊าดเหลือใจ)
A
* โอ้ คือมาใหญ่เอาฮ้ายแท้ โอ้ เห็นแล้วอยากได้
D
คือสิเป็นตาไปขั้นเฮ็ดน้ำ (น้ำหยังละ น้ำกะกะกะทิ)
A D E
ฮู้บ่ว่าอ้ายนั้นมักคนดี ฮู้บ่ว่าอ้ายแพ้ความขาวจังซี่แท้เด้
A F#m
** เทิ้งขาว เทิ้งยาว เทิ้งใหญ่ ลูกผู้ใดมาถึกใจแท้หนอ
Bm E
อันนั้นละมันละของแท้บ่ จากมูนพ่อหรือจากมูนแม่
A F#m
เป็นหยังคือให้มาหลายแท้ ให้หลายจนหาเสื้อใส่บ่ได้
Bm E
เว้ามากะเป็นตาอ้ายเหลือใจ จนเก็บไปฝันคิดฮอดเจ้า
A F#m
*** ว่าได้กอดได้หอมได้ดอมดม ได้ชื่นได้ชมได้ดมเจ้า
Bm E
ได้ฮอด โอ๊ย คือสิดีถ้าเป็นจังซี้ทุกอย่าง
A F#m
ได้ถอดเกิบหย่างในนาท่งน้อย ได้เก็บบักหอยมาก้อยกินกับเจ้า
Bm E A
มื้อนี้ละสิเอาข้าวขึ้นเล้า ไปๆ หาแนวมาเป่า ท่าแหม
SOLO :: / F#m / (7 Times) / E
ซ้ำ ( * , ** , *** )
A
* โอ้ คือมาใหญ่เอาฮ้ายแท้ โอ้ เห็นแล้วอยากได้
D
คือสิเป็นตาไปขั้นเฮ็ดน้ำ (น้ำหยังละ น้ำกะกะกะทิ)
A D E
ฮู้บ่ว่าอ้ายนั้นมักคนดี ฮู้บ่ว่าอ้ายแพ้ความขาวจังซี่แท้เด้
A F#m
** เทิ้งขาว เทิ้งยาว เทิ้งใหญ่ ลูกผู้ใดมาถึกใจแท้หนอ
Bm E
อันนั้นละมันละของแท้บ่ จากมูนพ่อหรือจากมูนแม่
A F#m
เป็นหยังคือให้มาหลายแท้ ให้หลายจนหาเสื้อใส่บ่ได้
Bm E
เว้ามากะเป็นตาอ้ายเหลือใจ จนเก็บไปฝันคิดฮอดเจ้า
A F#m
*** ว่าได้กอดได้หอมได้ดอมดม ได้ชื่นได้ชมได้ดมเจ้า
Bm E
ได้ฮอด โอ๊ย คือสิดีถ้าเป็นจังซี้ทุกอย่าง
A F#m
ได้ถอดเกิบหย่างในนาท่งน้อย ได้เก็บบักหอยมาก้อยกินกับเจ้า
Bm E A
มื้อนี้ละสิเอาข้าวขึ้นเล้า ไปๆ หาแนวมาเป่า ท่าแหม
SOLO :: / F#m / (7 Times) / E
ซ้ำ ( * , ** , *** )
A D D
โอ้ นั้นมันบักแตงโม
โอ้ นั้นมันบักส้มโอ โอ้
นี้คงเป็นบักพร้าวน้ำหอม
A D D
A D D
โอ้
จักมานูนอองตองแท้ โอ้
คือเป็นตามันยกร่องแท้หนอ (ป๊าดเหลือใจ)
วันหยุดสงกรานต์ปี 2562
วันหยุดวันสงกรานต์ 2562 หยุด 5 วัน
1 วันศุกร์ที่ 12 เมษายน 2562 ประกาศให้เป็นวันหยุดในเทศกาลสงกรานต์ ปี 2562
2 วันเสาร์ที่ 13 เมษายน 2562 เป็นวันสงกรานต์
3 วันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน 2562 เป็นวันสงกรานต์
4 วันจันทร์ที่ 15 เมษายน 2562 เป็นวันสงกรานต์
5 วันอังคารที่ 16 เมษายน 2562 เป็นวันหยุดชดเชยวันสงกรานต์
2 วันเสาร์ที่ 13 เมษายน 2562 เป็นวันสงกรานต์
3 วันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน 2562 เป็นวันสงกรานต์
4 วันจันทร์ที่ 15 เมษายน 2562 เป็นวันสงกรานต์
5 วันอังคารที่ 16 เมษายน 2562 เป็นวันหยุดชดเชยวันสงกรานต์
วันจักรี
วันพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและวันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์ หรือ วันจักรี เป็นวันที่ระลึกถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและมหาจักรีบรมราชวงศ์ ตรงกับวันที่ 6 เมษายนของทุกปี
วันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จปราบดาภิเษกขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีและทรงสถาปนากรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณดังกล่าว ในปี พ.ศ. 2416 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ ให้หล่อพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 4 พระองค์ ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อประดิษฐานไว้ให้พระมหากษัตริย์องค์ต่อมา พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และประชาชนได้ถวายบังคมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณเป็นธรรมเนียมปีละครั้ง และโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญไปประดิษฐานไว้บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท แต่มีการย้ายสถานที่ในการประดิษฐานหลายครั้ง เช่น พระที่นั่งสุทไธสวรรยปราสาท และพระที่นั่งศิวาลัยมหาปราสาท เป็นต้น ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ย้ายพระบรมรูปมาไว้ ณ ปราสาทพระเทพบิดร ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พร้อมกับพระบรมรูปของรัชกาลที่ 5 พระบรมชนกนาถ
จนกระทั่ง ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2461 การซ่อมแซมก่อสร้างและประดิษฐานพระบรมรูปทั้ง 5 รัชกาล จึงสำเร็จลุล่วง และได้มีพระบรมราชโองการประกาศตั้งพระราชพิธีถวายบังคมพระบรมรูป ในวันที่ 6 เมษายนปีนั้น และต่อมาโปรดฯ ให้เรียกวันที่ 6 เมษายนว่า “วันจักรี”
อ้างอิงข้อมูล wikipedia
อ้างอิงข้อมูล wikipedia
ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครู
ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครู
ลิงค์ทางลัด
http://www.moe.go.th/moe/th/news/index.php?PageShow=1&Key=news19&NewsID=
สอบครู
ผลสอบครู
6 กันยายน
ประกาศผล
ลิงค์ทางลัด
http://www.moe.go.th/moe/th/news/index.php?PageShow=1&Key=news19&NewsID=
สอบครู
ผลสอบครู
6 กันยายน
ประกาศผล
วันมาฆบูชา
วันมาฆบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 3 ถือเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาวันหนึ่ง และได้เวียนมาบรรจบอีกครั้ง โดย วันมาฆบูชา 2559 ตรงกับวันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ วันนี้กระปุกดอทคอม จึงมี ประวัติวันมาฆบูชา ความสำคัญของวันมาฆบูชา มาฝากค่ะ
ความหมายของวันมาฆบูชา
คำว่า "มาฆะ" นั้น เป็นชื่อของเดือน 3 ย่อมาจากคำว่า "มาฆบุรณมี" หมายถึง การบูชาพระในวันเพ็ญกลางเดือนมาฆะตามปฏิทินของอินเดีย หรือเดือน 3
การกำหนดวันมาฆบูชา
การกำหนดวันมาฆบูชาตามปฏิทินจันทรคติของไทยนั้นจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 แต่ถ้าปีใดมีเดือนอธิกมาส คือมีเดือน 8 สองครั้ง วันมาฆบูชาก็จะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 และมักตรงกับเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคม
ความสำคัญวันมาฆบูชาและประวัติวันมาฆบูชา
ความสำคัญของวันมาฆบูชา คือเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง "โอวาทปาฏิโมกข์" แก่พระสงฆ์เป็นครั้งแรก หลังจากตรัสรู้มาแล้วเป็นเวลา 9 เดือน ซึ่งหลักคำสอนนี้เป็นหลักการ และวิธีการปฏิบัติต่าง ๆ หากสรุปเป็นใจความสำคัญ จะมีเนื้อหาว่า "ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์"
ทั้งนี้ในวันมาฆบูชาได้เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้นพร้อม ๆ กันถึง 4 ประการ อันได้แก่
1. วันนั้นตรงกับวันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ซึ่งพระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์
2. มีพระสงฆ์จำนวน 1,250 รูป มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ เพื่อสักการะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
3. พระสงฆ์ที่มาประชุมทั้งหมดล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ ผู้ได้อภิญญา 6
4. พระสงฆ์ทั้งหมดได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า หรือ "เอหิภิกขุอุปสัมปทา"
และ เพราะเกิดเหตุอัศจรรย์ 4 ประการข้างต้น ทำให้วันมาฆบูชา เรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า "วันจาตุรงคสันนิบาต" ซึ่งคำว่า "จาตุรงคสันนิบาต" นี้ มีความหมายตามการแยกศัพท์คือ
จาตุร แปลว่า 4
องค์ แปลว่า ส่วน
สันนิบาต แปลว่า ประชุม
ดังนั้น "จาตุรงคสันนิบาต" จึงหมายความว่า "การประชุมด้วยองค์ 4" นั่นเอง
ทั้งนี้วันมาฆบูชาถือว่าเป็นวันพระธรรม ขณะที่วันวิสาขบูชาถือว่าเป็นวันพระพุทธ ส่วนวันอาสาฬหบูชา เป็นวันพระสงฆ์
ประวัติวันมาฆบูชาในประเทศไทย
พิธีทำบุญวันมาฆบูชานี้ ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีมาในสมัยใด อย่างไรก็ตามในหนังสือ "พระราชพิธีสิบสองเดือน" อันเป็นบทพระราชนิพนธ์ของ "พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" มีเรื่องราวเกี่ยวกับการประกอบราชกุศลมาฆบูชาไว้ว่า
ประเทศไทยเริ่มกำหนดพิธีปฏิบัติในวันมาฆบูชาเป็นครั้งแรกในช่วงรัชสมัยพระ บาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งมีการประกอบพิธีเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2394 ในพระบรมมหาราชวังก่อน โดยมีพิธีพระราชกุศลในเวลาเช้า นมัสการพระสงฆ์จากวัดบวรนิเวศราชวรวิหารและวัดราชประดิษฐ์จำนวน 30 รูป ฉันภัตตาหารในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
เมื่อถึงเวลาค่ำ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ออก ทรงจุดธูปเทียนนมัสการ พระสงฆ์ทำวัตรเย็นและสวดคาถาโอวาทปาฏิโมกข์ เมื่อสวดจบทรงจุดเทียน 1,250 เล่ม รอบพระอุโบสถ มีการประโคมอีกครั้งหนึ่งแล้วจึงมีการเทศนาโอวาทปาฏิโมกข์ 1 กัณฑ์เป็นทั้งเทศนาภาษาบาลี และภาษาไทย ส่วนเครื่องกัณฑ์ประกอบด้วยจีวรเนื้อดี 1 ผืน เงิน 3 ตำลึงและขนมต่าง ๆ เมื่อเทศนาจบ พระสงฆ์ 30 รูป สวดรับ
ในสมัยรัชกาลที่ 4 นั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จออกประกอบพิธีด้วยพระองค์เองทุกปี แต่มีการยกเว้นบ้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เนื่องจากบางครั้งตรงกับช่วงเสด็จประพาสก็จะทรงประกอบพิธีมาฆบูชาในสถานที่ นั้น ๆ ขึ้นอีกแห่ง นอกเหนือจากภายในพระบรมมหาราชวัง
ต่อมาการประกอบพิธีมาฆบูชาได้แพร่หลายออกไปภายนอกพระบรมมหาราชวัง และประกอบพิธีกันทั่วราชอาณาจักร ทางรัฐบาลจึงประกาศให้เป็นวันหยุดทางราชการด้วย เพื่อให้ประชาชนจากทุกสาขาอาชีพได้ไปวัด เพื่อทำบุญกุศลและประกอบกิจกรรมทางศาสนา
นอกจากนี้ในปี พ.ศ. 2549 รัฐบาลไทยประกาศให้วันมาฆบูชา เป็นวันกตัญญูแห่งชาติอีกด้วย
หลักธรรมที่ควรนำไปปฏิบัติในวันมาฆบูชา
หลักธรรมที่ควรนำไปปฏิบัติคือ "โอวาทปาฏิโมกข์" ซึ่งเป็นหลักคำสอนสำคัญอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา เพื่อไปสู่ความหลุดพ้น หลักธรรมประกอบด้วย หลักการ 3 อุดมการณ์ 4 และวิธีการ 6 ดังนี้
หลักการ 3 คือหลักคำสอนที่ควรปฏิบัติ ได้แก่
1. การไม่ทำบาปทั้งปวง คือ การลด ละ เลิก ทำบาปทั้งปวง อันได้แก่ อกุศลกรรมบถ 10 ซึ่งเป็นทางแห่งความชั่ว 10 ประการที่เป็นความชั่วทางกาย (การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม) ทางวาจา (การพูดเท็จ การพูดส่อเสียด การพูดเพ้อเจ้อ) และทางใจ (การอยากได้สมบัติของผู้อื่น การผูกพยาบาท และความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม)
2. การทำกุศลให้ถึงพร้อม คือ การทำความดีทุกอย่างตาม กุศลกรรมบถ 10 ทั้งความดีทางกาย (ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้มาเป็นของตน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่ประพฤติผิดในกาม) ความดีทางวาจา (ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดหยาบคาย ไม่พูดเพ้อเจ้อ) และความดีทางใจ (ไม่โลภอยากได้ของผู้อื่น มีความเมตตาปรารถนาดี มีความเข้าใจถูกต้องตามทำนองคลองธรรม)
3. การทำจิตใจให้ผ่องใส คือ ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ หลุดจากนิวรณ์ที่คอยขัดขวางจิตใจไม่ให้เข้าถึงความสงบ ได้แก่ ความพอใจในกาม, ความพยาบาท, ความหดหู่ท้อแท้, ความฟุ้งซ่าน และความลังเลสงสัย
ซึ่งทั้ง 3 หลักการข้างต้น สามารถสรุปใจความสำคัญได้ว่า "ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์" นั่นเอง
อุดมการณ์ 4 ได้แก่
1. ความอดทน อดกลั้น คือ ไม่ทำบาปทั้งกาย วาจา ใจ
2. ความไม่เบียดเบียน คือ งดเว้นจากการทำร้าย หรือเบียดเบียนผู้อื่น
3. ความสงบ ได้แก่ การปฏิบัติตนให้สงบทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ
4. นิพพาน ได้แก่ การดับทุกข์ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา
วิธีการ 6 ได้แก่
1. ไม่ว่าร้าย คือ ไม่กล่าวให้ร้าย โจมตีใคร
2. ไม่ทำร้าย คือ การไม่เบียดเบียนผู้อื่น
3. สำรวมในปาฏิโมกข์ คือ เคารพระเบียบวินัย กฎกติกา รวมทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของสังคม
4. รู้จักประมาณ คือ รู้จักความพอดีในการบริโภค รวมทั้งการใช้สอยสิ่งต่าง ๆ
5. อยู่ในสถานที่สงัด คือ อยู่ในสถานที่ที่มีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม
6. ฝึกหัดจิตใจให้สงบ คือ การฝึกหัดชำระจิตใจให้สงบ มีประสิทธิภาพที่ดี
วันมาฆบูชา
กิจกรรมต่าง ๆ ที่ควรปฏิบัติในวันมาฆบูชา
การปฏิบัติตนสำหรับพุทธศาสนิกชนในวันมาฆบูชาคือ คือ ในตอนเช้า ควรไปทำบุญตักบาตร ไปวัดเพื่อฟังพระธรรมเทศนา หรือจัดสำรับคาวหวานไปทำบุญถวายภัตตาหาร ช่วงบ่ายฟังพระแสดงพระธรรมเทศนา เจริญสมาธิภาวนา เมื่อถึงตอนค่ำ นำดอกไม้ ธูปเทียนไปเวียนเทียน 3 รอบที่พระอุโบสถ โดยการเวียนเทียนนั้นจะเวียนขวา จำนวน 3 รอบ และช่วงเวลาที่เดินอยู่นั้นให้ระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นอกจากนี้พุทธศาสนิกชนควรบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ตามสถานที่ต่าง ๆ และรักษาศีล สำหรับตามบ้านเรือน สถานที่ราชการ จะมีการประดับธงชาติ ธงธรรมจักร เพื่อระลึกถึงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
ข้อเสนอแนะการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมในวันมาฆบูชา
กิจกรรมเกี่ยวกับครอบครัว
กิจกรรมที่ครอบครัวควรทำในวันมาฆบูชา อย่างเช่น การทำความสะอาดบ้าน จัดแต่งที่บูชาประจำบ้าน ชักชวนครอบครัวไปทำบุญตักบาตร ฟังศีล ฟังธรรม บำเพ็ญกุศล ปฏิบัติธรรม รวมทั้งควรศึกษาหลักธรรมคำสั่งสอน และความสำคัญของวันมาฆบูชาด้วย
กิจกรรมเกี่ยวกับสถานศึกษา
ในสถานศึกษาเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญอีกแห่ง โดยภายในสถานศึกษาควรมีการร่วมรำลึกถึงความสำคัญของวันมาฆบูชา เช่น จัดนิทรรศการให้ความรู้ ประกวดเรียงความ ตอบปัญหาธรรมะ บรรยายธรรม หรือร่วมกันทำบุญ ตักบาตร เวียนเทียน บำเพ็ญกุศล อีกทั้งประกาศเกียรติคุณนักเรียนผู้ทำประโยชน์ ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี
กิจกรรมเกี่ยวกับสถานที่ทำงาน
ควรประชาสัมพันธ์ในที่ทำงาน และจัดให้มีการบรรยายธรรม หรือร่วมบำเพ็ญประโยชน์ร่วมกัน ร่วมทำบุญ บำเพ็ญกุศลร่วมกัน
กิจกรรมเกี่ยวกับสังคม
ภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคม ไม่ว่าจะเป็น วัด มูลนิธิ สมาคม สื่อมวลชน สนามบิน สถานีรถไฟ ฯลฯ ควรช่วยกันประชาสัมพันธ์ความสำคัญของวันมาฆบูชา อาจเป็นการพิมพ์เอกสารให้ความรู้ จัดให้มีการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาร่วมกัน เช่น ทำบุญตักบาตร ฟังธรรม ช่วยกันรณรงค์ให้เลิกอบายมุข แต่รณรงค์ให้ช่วยกันทำประโยชน์ต่อสังคมแทน อาจช่วยกันปลูกต้นไม้ ทำความสะอาดที่สาธารณะ ฯลฯ
ประโยชน์ที่จะได้รับจากการจัดกิจกรรมในวันมาฆบูชา
พุทธศาสนิกชนจะมีความรู้ ความเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับความสำคัญของวันมาฆบูชา รวมทั้งหลักธรรมต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้เกิดความตระหนักต่อความสำคัญของพระพุทธศาสนา อีกทั้งยังเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะชาวพุทธ และยังเป็นการช่วยธำรงพระพุทธศาสนาให้สืบต่อไป
ความหมายของวันมาฆบูชา
คำว่า "มาฆะ" นั้น เป็นชื่อของเดือน 3 ย่อมาจากคำว่า "มาฆบุรณมี" หมายถึง การบูชาพระในวันเพ็ญกลางเดือนมาฆะตามปฏิทินของอินเดีย หรือเดือน 3
การกำหนดวันมาฆบูชา
การกำหนดวันมาฆบูชาตามปฏิทินจันทรคติของไทยนั้นจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 แต่ถ้าปีใดมีเดือนอธิกมาส คือมีเดือน 8 สองครั้ง วันมาฆบูชาก็จะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 และมักตรงกับเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคม
ความสำคัญวันมาฆบูชาและประวัติวันมาฆบูชา
ความสำคัญของวันมาฆบูชา คือเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง "โอวาทปาฏิโมกข์" แก่พระสงฆ์เป็นครั้งแรก หลังจากตรัสรู้มาแล้วเป็นเวลา 9 เดือน ซึ่งหลักคำสอนนี้เป็นหลักการ และวิธีการปฏิบัติต่าง ๆ หากสรุปเป็นใจความสำคัญ จะมีเนื้อหาว่า "ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์"
ทั้งนี้ในวันมาฆบูชาได้เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้นพร้อม ๆ กันถึง 4 ประการ อันได้แก่
1. วันนั้นตรงกับวันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ซึ่งพระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์
2. มีพระสงฆ์จำนวน 1,250 รูป มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ เพื่อสักการะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
3. พระสงฆ์ที่มาประชุมทั้งหมดล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ ผู้ได้อภิญญา 6
4. พระสงฆ์ทั้งหมดได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า หรือ "เอหิภิกขุอุปสัมปทา"
และ เพราะเกิดเหตุอัศจรรย์ 4 ประการข้างต้น ทำให้วันมาฆบูชา เรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า "วันจาตุรงคสันนิบาต" ซึ่งคำว่า "จาตุรงคสันนิบาต" นี้ มีความหมายตามการแยกศัพท์คือ
จาตุร แปลว่า 4
องค์ แปลว่า ส่วน
สันนิบาต แปลว่า ประชุม
ดังนั้น "จาตุรงคสันนิบาต" จึงหมายความว่า "การประชุมด้วยองค์ 4" นั่นเอง
ทั้งนี้วันมาฆบูชาถือว่าเป็นวันพระธรรม ขณะที่วันวิสาขบูชาถือว่าเป็นวันพระพุทธ ส่วนวันอาสาฬหบูชา เป็นวันพระสงฆ์
ประวัติวันมาฆบูชาในประเทศไทย
พิธีทำบุญวันมาฆบูชานี้ ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีมาในสมัยใด อย่างไรก็ตามในหนังสือ "พระราชพิธีสิบสองเดือน" อันเป็นบทพระราชนิพนธ์ของ "พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" มีเรื่องราวเกี่ยวกับการประกอบราชกุศลมาฆบูชาไว้ว่า
ประเทศไทยเริ่มกำหนดพิธีปฏิบัติในวันมาฆบูชาเป็นครั้งแรกในช่วงรัชสมัยพระ บาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งมีการประกอบพิธีเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2394 ในพระบรมมหาราชวังก่อน โดยมีพิธีพระราชกุศลในเวลาเช้า นมัสการพระสงฆ์จากวัดบวรนิเวศราชวรวิหารและวัดราชประดิษฐ์จำนวน 30 รูป ฉันภัตตาหารในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
เมื่อถึงเวลาค่ำ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ออก ทรงจุดธูปเทียนนมัสการ พระสงฆ์ทำวัตรเย็นและสวดคาถาโอวาทปาฏิโมกข์ เมื่อสวดจบทรงจุดเทียน 1,250 เล่ม รอบพระอุโบสถ มีการประโคมอีกครั้งหนึ่งแล้วจึงมีการเทศนาโอวาทปาฏิโมกข์ 1 กัณฑ์เป็นทั้งเทศนาภาษาบาลี และภาษาไทย ส่วนเครื่องกัณฑ์ประกอบด้วยจีวรเนื้อดี 1 ผืน เงิน 3 ตำลึงและขนมต่าง ๆ เมื่อเทศนาจบ พระสงฆ์ 30 รูป สวดรับ
ในสมัยรัชกาลที่ 4 นั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จออกประกอบพิธีด้วยพระองค์เองทุกปี แต่มีการยกเว้นบ้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เนื่องจากบางครั้งตรงกับช่วงเสด็จประพาสก็จะทรงประกอบพิธีมาฆบูชาในสถานที่ นั้น ๆ ขึ้นอีกแห่ง นอกเหนือจากภายในพระบรมมหาราชวัง
ต่อมาการประกอบพิธีมาฆบูชาได้แพร่หลายออกไปภายนอกพระบรมมหาราชวัง และประกอบพิธีกันทั่วราชอาณาจักร ทางรัฐบาลจึงประกาศให้เป็นวันหยุดทางราชการด้วย เพื่อให้ประชาชนจากทุกสาขาอาชีพได้ไปวัด เพื่อทำบุญกุศลและประกอบกิจกรรมทางศาสนา
นอกจากนี้ในปี พ.ศ. 2549 รัฐบาลไทยประกาศให้วันมาฆบูชา เป็นวันกตัญญูแห่งชาติอีกด้วย
หลักธรรมที่ควรนำไปปฏิบัติในวันมาฆบูชา
หลักธรรมที่ควรนำไปปฏิบัติคือ "โอวาทปาฏิโมกข์" ซึ่งเป็นหลักคำสอนสำคัญอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา เพื่อไปสู่ความหลุดพ้น หลักธรรมประกอบด้วย หลักการ 3 อุดมการณ์ 4 และวิธีการ 6 ดังนี้
หลักการ 3 คือหลักคำสอนที่ควรปฏิบัติ ได้แก่
1. การไม่ทำบาปทั้งปวง คือ การลด ละ เลิก ทำบาปทั้งปวง อันได้แก่ อกุศลกรรมบถ 10 ซึ่งเป็นทางแห่งความชั่ว 10 ประการที่เป็นความชั่วทางกาย (การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม) ทางวาจา (การพูดเท็จ การพูดส่อเสียด การพูดเพ้อเจ้อ) และทางใจ (การอยากได้สมบัติของผู้อื่น การผูกพยาบาท และความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม)
2. การทำกุศลให้ถึงพร้อม คือ การทำความดีทุกอย่างตาม กุศลกรรมบถ 10 ทั้งความดีทางกาย (ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้มาเป็นของตน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่ประพฤติผิดในกาม) ความดีทางวาจา (ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดหยาบคาย ไม่พูดเพ้อเจ้อ) และความดีทางใจ (ไม่โลภอยากได้ของผู้อื่น มีความเมตตาปรารถนาดี มีความเข้าใจถูกต้องตามทำนองคลองธรรม)
3. การทำจิตใจให้ผ่องใส คือ ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ หลุดจากนิวรณ์ที่คอยขัดขวางจิตใจไม่ให้เข้าถึงความสงบ ได้แก่ ความพอใจในกาม, ความพยาบาท, ความหดหู่ท้อแท้, ความฟุ้งซ่าน และความลังเลสงสัย
ซึ่งทั้ง 3 หลักการข้างต้น สามารถสรุปใจความสำคัญได้ว่า "ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์" นั่นเอง
อุดมการณ์ 4 ได้แก่
1. ความอดทน อดกลั้น คือ ไม่ทำบาปทั้งกาย วาจา ใจ
2. ความไม่เบียดเบียน คือ งดเว้นจากการทำร้าย หรือเบียดเบียนผู้อื่น
3. ความสงบ ได้แก่ การปฏิบัติตนให้สงบทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ
4. นิพพาน ได้แก่ การดับทุกข์ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา
วิธีการ 6 ได้แก่
1. ไม่ว่าร้าย คือ ไม่กล่าวให้ร้าย โจมตีใคร
2. ไม่ทำร้าย คือ การไม่เบียดเบียนผู้อื่น
3. สำรวมในปาฏิโมกข์ คือ เคารพระเบียบวินัย กฎกติกา รวมทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของสังคม
4. รู้จักประมาณ คือ รู้จักความพอดีในการบริโภค รวมทั้งการใช้สอยสิ่งต่าง ๆ
5. อยู่ในสถานที่สงัด คือ อยู่ในสถานที่ที่มีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม
6. ฝึกหัดจิตใจให้สงบ คือ การฝึกหัดชำระจิตใจให้สงบ มีประสิทธิภาพที่ดี
วันมาฆบูชา
กิจกรรมต่าง ๆ ที่ควรปฏิบัติในวันมาฆบูชา
การปฏิบัติตนสำหรับพุทธศาสนิกชนในวันมาฆบูชาคือ คือ ในตอนเช้า ควรไปทำบุญตักบาตร ไปวัดเพื่อฟังพระธรรมเทศนา หรือจัดสำรับคาวหวานไปทำบุญถวายภัตตาหาร ช่วงบ่ายฟังพระแสดงพระธรรมเทศนา เจริญสมาธิภาวนา เมื่อถึงตอนค่ำ นำดอกไม้ ธูปเทียนไปเวียนเทียน 3 รอบที่พระอุโบสถ โดยการเวียนเทียนนั้นจะเวียนขวา จำนวน 3 รอบ และช่วงเวลาที่เดินอยู่นั้นให้ระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นอกจากนี้พุทธศาสนิกชนควรบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ตามสถานที่ต่าง ๆ และรักษาศีล สำหรับตามบ้านเรือน สถานที่ราชการ จะมีการประดับธงชาติ ธงธรรมจักร เพื่อระลึกถึงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
ข้อเสนอแนะการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมในวันมาฆบูชา
กิจกรรมเกี่ยวกับครอบครัว
กิจกรรมที่ครอบครัวควรทำในวันมาฆบูชา อย่างเช่น การทำความสะอาดบ้าน จัดแต่งที่บูชาประจำบ้าน ชักชวนครอบครัวไปทำบุญตักบาตร ฟังศีล ฟังธรรม บำเพ็ญกุศล ปฏิบัติธรรม รวมทั้งควรศึกษาหลักธรรมคำสั่งสอน และความสำคัญของวันมาฆบูชาด้วย
กิจกรรมเกี่ยวกับสถานศึกษา
ในสถานศึกษาเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญอีกแห่ง โดยภายในสถานศึกษาควรมีการร่วมรำลึกถึงความสำคัญของวันมาฆบูชา เช่น จัดนิทรรศการให้ความรู้ ประกวดเรียงความ ตอบปัญหาธรรมะ บรรยายธรรม หรือร่วมกันทำบุญ ตักบาตร เวียนเทียน บำเพ็ญกุศล อีกทั้งประกาศเกียรติคุณนักเรียนผู้ทำประโยชน์ ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี
กิจกรรมเกี่ยวกับสถานที่ทำงาน
ควรประชาสัมพันธ์ในที่ทำงาน และจัดให้มีการบรรยายธรรม หรือร่วมบำเพ็ญประโยชน์ร่วมกัน ร่วมทำบุญ บำเพ็ญกุศลร่วมกัน
กิจกรรมเกี่ยวกับสังคม
ภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคม ไม่ว่าจะเป็น วัด มูลนิธิ สมาคม สื่อมวลชน สนามบิน สถานีรถไฟ ฯลฯ ควรช่วยกันประชาสัมพันธ์ความสำคัญของวันมาฆบูชา อาจเป็นการพิมพ์เอกสารให้ความรู้ จัดให้มีการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาร่วมกัน เช่น ทำบุญตักบาตร ฟังธรรม ช่วยกันรณรงค์ให้เลิกอบายมุข แต่รณรงค์ให้ช่วยกันทำประโยชน์ต่อสังคมแทน อาจช่วยกันปลูกต้นไม้ ทำความสะอาดที่สาธารณะ ฯลฯ
ประโยชน์ที่จะได้รับจากการจัดกิจกรรมในวันมาฆบูชา
พุทธศาสนิกชนจะมีความรู้ ความเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับความสำคัญของวันมาฆบูชา รวมทั้งหลักธรรมต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้เกิดความตระหนักต่อความสำคัญของพระพุทธศาสนา อีกทั้งยังเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะชาวพุทธ และยังเป็นการช่วยธำรงพระพุทธศาสนาให้สืบต่อไป
สมัครสมาชิก:
บทความ
(
Atom
)



